NewCar

  

1.Mitsubishi Lancer ==> CKD ที่ชาวไทยรอคอย ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ MIVEC 1.8 cc. และ 2.0 cc.



2. Mazda 2
คู่แฟดต่างค่าย(แต่ผลิตที่เดียวกัน)กะ Ford Fiesta ด้วยกระแสที่แรงกว่า จึงทำให้ Mazda 2 ได้รับสิทธิ์ให้เปิดตัวก่อนในเดือน 11 นี้อย่างแน่นอน
   
ด้วยเครื่องยนต์ 1.5 cc. แฮตช์แบ็ก 5 ประตู ไปก่อนนะครับ สำหรับซีดาน 3 ประตู อาจจะได้เห็นกันในต้นปีหน้า




3. Ford Fiesta
กระแสยังไม่แรงสู้ Mazda 2 ได้ จึงจำใจต้องรอเปิดตัวต้นปี 2010 นะครับ



4. Mazda CX-9
น่าจะเปิดตัวพร้อมกันกะ Mazda 2 นำเข้ามาทั้งพวงจากญีุ่ปุ่น ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3.5 cc. V6 250 แรงม้า




5. Honda Freed
ขนาด 1.5 ลิตร แบบ SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC (เครื่องเดียวกันกะ Jazz และ City) นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ประเทศแห่งเจ้าพ่อรถ 5 ประตูในอาเซียน
   
น่าจะเปิดตัว Motor Expo 2009



6. Proton Exora
ส่งเข้าประกวดในไทยอีกหนึ่งรุ่น กะค่ายรถเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย 7 ที่นั้น เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 cc. 125 แรงม้า





7. Camry Hybrid
==> เปิดตัว 27 กรกฎาคม นี้อย่างเป็นทางการ หลังจากที่โฆษณากันยกใหญ่ ถึงราคาจะยังไม่แน่นอน แต่โตโยต้าก็โม้ไว้แล้วว่า "จอดจองพันคัน" แล้วนะครับ
   
ถือว่าเป็นโมเดล Hybrid ประกอบในไทยเป็นตัวแรก จึงเป็นตัวความหวังของโตโยต้า และทางผู้บริหารได้คาดหวังไว้ว่า "Camay Hybrid จะต้องมียอดขาย 60% ของ Camry ทั้งหมด" (ว่าไปนั้น)
   
ก็ต้องรอสรุปราคาก่อนนะครับว่า โตโยต้า จะเส้นใหญ่แค่ไหน ในเรื่องภาษีสิ้นส่วนของเจ้้้้าตัว Hybrid นี้




8. Camry 2009
(Minor Change) แรกคิดว่า หน้าตาคงเหมือนเจ้าตัว Hybrid แต่แล้วก็ไม่ใช่




9. Vigo 2.5VNT ==> (Variable Nozzle Turbo : VNT) หน้าเดิม ตัวเดิม แต่ขอใส่เครื่องยนต์ 2.5 เทอร์โบแปรผัน ในรุ่น 4X4 และ ขับสองยกสูง(ยังไม่แน่)
   
แต่สำหรับขับสองธรรมดานั้น Toyota ขอคิดดูก่อน เพราะว่า cost คงจะเพิ่มขึ้นมากอย่างแน่นอน
   
หลังจากที่ Toyota แพ้ Izusu ในเซ็กเม้นมาโดยตลอด และด้วย 2.5 VNT นี้ Toyota จึงหวังจะครองแชมป์ให้ได้่ในทุกเซ็กเม้น 

                                                                                
 

  "
การเปิดตัวปิกอัพโตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ 2.5 VNT(Variable Nozzle Turbo) หรือที่เป็นเทอร์โบแปรผัน เพื่อเพิ่มสมรรถนะปิกอัพในไลน์ให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะไฮลักซ์ วีโก้ เครื่องยนต์ที่ติดตั้งเทอร์โบแปรผันปัจจุบัน มีอยู่ในเฉพาะรุ่น 3.0 ลิตรเท่านั้น ส่วนรุ่น 2.5 ลิตร เป็นเพียงเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ โดยโตโยต้าจะติดตั้งเทอร์โบแปรผัน ในปิกอัพไฮลักซ์ วีโก้ เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งผลกำลังปรับเพิ่มเป็นมากกว่า 140 แรงม้า จากรุ่นเทอร์โบธรรมดาเดิม 120 แรงม้า ทำให้ใกล้เคียงกับคู่แข่งในตลาดที่เป็นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร เทอร์โบแปรผันเหมือนกัน แต่ก็จะทำให้ราคาของไฮลักซ์ วีโก้ 2.5 VN เทอร์โบ ปรับเพิ่มขึ้น คาดว่าไม่เกิน 2 หมื่นบบาท นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า โตโยต้าอาจจะเปิดตัวปิกอัพยกสูง ไฮลักซ์ วีโก้ พรีรันเนอร์เครื่องยนต์ 2.5 VN เทอร์โบสู่ตลาดด้วย มีให้เลือกทั้งแบบสมาร์ทแค็บ (แค็บเปิดได้) และดับเบิลแค็บ (4 ประตู) ซึ่งเดิมรุ่นพรีรันเนอร์จะมีอยู่เฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 VN เทอร์โบเท่านั้น ขณะที่คู่แข่งต่างมีเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรทำตลาดหมด จนกลายเป็นจุดอ่อนของโตโยต้า และเป็นเซกเม้นท์ที่โตโยต้าแพ้คู่แข่งมากที่สุดในตลาดปิกอัพ"

10. Kia Soul
==> นำเข้าจากแดนกิมจิ เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 cc. 122 แรงม้า ราคาเปิดตัวน่าจะอยู่ที่ล้านต้นๆ่




12. Honda CR-V (Minor Change)
รึป่ะ สิ้นปีนี้



13. New BMW series 7
รุ่นประกอบนอกทั้งคัน (CBU) โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุดบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จัดการส่งรุ่นประกอบในประเทศ (CKD) 740Li พร้อมเคาะราคาพิเศษ 8,999,000 บาท ถูกกว่าตัวประกอบนอกถึง 4 ล้านบาท

 

                       




14. Mercedes Benz All new E-Class
==> ตอนนี้ยังนำเข้ามาทั้งตัว ภายในสิ้นปีนี้เริ่มผลิต CKD และเปิดตัวได้ในต้นปี 2010 

                                                                                   


15. Mercedes Benz new S-Class ==>
เปิดตัว สิ้นปีนี้ (แต่ยังไม่แน่ว่าใครจะนำเข้า ระหว่าง เกรย์มาร์เกต กะ Mercedes Benz Thailand)

 

Land Rover Defender โลงจำปาวิ่งได้

posted on 14 Jul 2009 19:10 by usedcar  in NewCar
       ขายกันมานานตั้งแต่ปี 1990 และไม่มีแนวโน้มว่าจะมีรุ่นเปลี่ยนโฉม หรือโมเดลเชนจ์ออกมาทำตลาดแทนเสียที ทางด้านแลนด์โรเวอร์ ก็เลยกระตุ้นตลาดระลอกแล้วระลอกเล่าให้กับตัวลุยพันธุ์แท้อย่างสายพันธุ์ดีเฟนเดอร์ และล่าสุดเผยโฉมเวอร์ชันสุดสปอร์ตแบบไฮโซในชื่อ Fire&Ice ออกมาเอาใจแฟนๆ ที่ชอบความโฉบเฉี่ยวที่ผลิตในจำนวนจำกัด

       เวอร์ชันนี้มีขายทั้งรุ่น 3 และ 5 ประตู และถือว่าเป็นเอสยูวีที่เก่าแก่เอาเรื่อง เพราะถ้าย้อนความกัน แล้ว จริงอยู่ที่ชื่อดีเฟนเดอร์ถูกนำมาใช้เมื่อปี 1990 ด้วยเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนชื่อก็เพราะต้องการปรับชื่อรุ่นเอสยูวีในตลาดให้ดูสอดคล้องกับเพราะในช่วงปี 1989 แลนด์โรเวอร์เพิ่งเจาะตลาดเอสยูวีสำหรับใช้งานครอบครัวอย่างดิสคัฟเวอรี่ออกมาทำตลาด แต่ตัวรถถูกเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1983

       โดยในตอนนั้นใช้ชื่อในการทำตลาดของตัวถัง 3 ประตู และ 5 ประตูรุ่นฐานล้อธรรมดาและฐานล้อยาวว่า Ninety, One Ten และ 127 ตามขนาดของระยะฐานล้อ 90, 110 นิ้ว และ 127 นิ้ว และหลังจากเปลี่ยนมาใช้ชื่อดีเฟนเดอร์ในการทำตลาด ตัวรถก็มีการปรับนิดโน่นหน่อย และปรับแต่งหน้าตาและภายในให้เข้ากับยุคสมัยเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

       เวอร์ชันนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาคโดยมีความต่างแค่สีตัวถัง ถ้าเป็น Fire Edition จะใช้สีตัวถังพิเศษ Vesuvius Orange Metallic และสีขาว Alaska สำหรับ Ice Edition ส่วนรายละเอียดของการตกแต่งภายในและภายนอกเหมือนกันหมด ส่วนภายในมากับความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งจาก Recaro แถมตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นความหรูด้วยหนังสลับกับ Alcantara ขณะที่ภายนอกมากับไฟหน้าแบบเลนส์ใส และไฟท้ายชุดใหม่ ใช้หลอด LED พร้อมกับซันรูฟ

       อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของเครื่องยนต์ที่จะทำตลาดของเวอร์ชันนี้ออกมา ซึ่งในปัจจุบัน ดีเฟนเดอร์มีทางเลือกของเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซินและเทอร์โบดีเซล โดยรุ่นเบนซินเป็นตัวแรงแบบวี8 3,900 ซีซี 182 แรงม้า และเทอร์โบดีเซลทั้งแบบ 4 สูบ 2,400 ซีซี และ 5 สูบ 2,500 ซีซีที่มีแรงม้าเท่ากันที่ 122 ตัวขึ้นอยู่กับตลาดที่วางขาย

       ใครที่สนใจคงต้องรีบหน่อย เพราะมีการผลิตออกมาเพียง 850 คันเท่านั้นเพื่อส่งขายในตลาดหลัก เช่น ยุโรป, จีน และแอฟริกาใต้ โดยตั้งราคาของความพิเศษเอาไว้ที่ 68,400 ยูโร หรือ 3.07 ล้านบาท ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน
       


       จากต้นแบบที่เปิดตัวงาน "ปารีส มอเตอร์โชว์ 2008" ในที่สุดบีเอ็มดับเบิลยูผลักดันจนกลายเป็นจริง และถือว่าเป็นการตัดหน้าคู่ปรับอย่างออดี้ และเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการขยับแนวรุกลงสู่ตลาดเอสยูวีรุ่นเล็ก โดยผลผลิตใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยูอย่างรุ่น X1 มีคิวเปิดตัวปลายปีนี้ที่งาน "แฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2009" ประเทศเยอรมนีก่อนเริ่มขายในยุโรปทันทีต้นปีหน้า ส่วนตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกากลับต้องรอกันนานจนถึงปี 2011

       อย่างไรก็ตาม ภาพหลุดที่เกิดขึ้นในอินเตอร์เนตถือว่ามีส่วนเร่งเร้าให้ค่ายใบพัดสีฟ้าทำอะไรเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะก่อนหน้าการนำภาพคันจริงออกเผยแพร่อย่างเป็นทางการของบริษัท ปรากฎว่ามีมือดีนำภาพชุดนี้ออกมาโชว์ตามเว็บไซต์รถยนต์ต่างๆ แล้ว นั่นก็เลยทำให้บีเอ็มดับเบิลยูตัดสินใจไม่รออะไรอีกต่อไป นำภาพร่วมร้อยของ X1 ในทุกมุมออกมาเปิดเผย

       แน่นอนว่าตัวรถเป็นการดำเนินตามวิธีที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับรถยนต์นั่งในการแตกไลน์ของซีรีส์ 3 ออกมาเป็นซีรีส์ 1 โดยแชร์พื้นฐานทางวิศวกรรมร่วมกัน แต่ทำตลาดต่างกลุ่มกัน ซึ่งในกรณีของ X1 จะมากับรหัส E84 และพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับ X3 (รหัส E83) โดยใช้ทั้งระบบขับเคลื่อนและเครื่องยนต์ร่วมกัน ซึ่ง X1ถูกวางตัวให้ทำตลาดต่ำกว่า X3 โดยหวังแชร์ส่วนแบ่งจากกลุ่มลูกค้าหลักของเอสยูวีอย่างโฟล์คสวาเกน Tiguan และฮอนด้า ซีอาร์-วี ด้วยการตั้งราคาให้แพงกว่านิดหน่อย และถือเป็นการตัดหน้าการเปิดตลาดกลุ่มนี้ของออดี้ด้วยรุ่น Q3

       ตัวรถมีรายละเอียดของรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างจากรุ่นต้นแบบเพียงเล็กน้อย และมากับตัวถังขนาด 4,454 มิลลิเมตรในเรื่องความยาว ส่วนความสูงอยู่ที่ 1,545 มิลลิเมตร และกว้าง 1,798 มิลลิเมตร หรือสั้นกว่า X3 อยู่ 110 มิลลิเมตร แคบกว่า 60 มิลลิเมตร และเตี้ยกว่า 140 มิลลิเมตร โดยจะมีทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังซึ่งใช้ชื่อรุ่นว่า sDrive และ 4 ล้อตลอดเวลา หรือ xDrive ในการทำตลาด สำหรับห้องโดยสารมาพร้อมกับความกว้างขวางพอตัว โดยพื้นที่ใช้สอยด้านหลังมีความจุในระดับ 420 ลิตร และจะเพิ่มเป็น 1,350 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลงทั้งหมด

       แต่เดิมมีการเปิดเผยว่า X1 จะมีทางเลือกที่หลากหลายทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเทอร์โบดีเซลในแบบ 4 และ 6 สูบ แต่สุดท้ายในช่วงแรกมีการคอนเฟิร์มแล้วว่าจะมีแค่ 4 รุ่นเท่านั้นสำหรับตลาดยุโรป เริ่มจาก xDrive 28i เบนซิน 6 สูบ 3,000 ซีซี 258 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 31.6 กก.-ม. ที่ 2,600 - 3,000 รอบต่อนาที มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 208 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่จะเพิ่มเป็น 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหากจ่ายเงินเพิ่มสำหรับชุด High Speed Set Up

       ที่เหลืออีก 3 รุ่นเป็นเทอร์โบดีเซลล้วนๆ เริ่มจาก sDrive และ xDrive18d วางเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบแบบ VGT 2,000 ซีซี 143 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 32.6 กก.-ม. ที่ 1,750 - 3,000 รอบต่อนาที มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 9.6 วินาทีสำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง และ 10.1 วินาทีสำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และทำความเร็วสูงสุด 200 และ 195 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

       ตามด้วยรุ่น sDrive และ xDrive20d เครื่องยนต์ 2,000 ซีซีเหมือนกันแต่ขยับกำลังขึ้นมาเป็น 177 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 35.6 กก.-ม. ที่ 1,750 - 3,000 รอบต่อนาที มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 8.1 และ 8.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดเท่ากันที่ 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อติดตั้งระบบ High Speed Set Up จะเพิ่มเป็น 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง และ 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

       ปิดท้ายกับรุ่น xDrive23d วางเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบคู่ 2,000 ซีซีบล็อกใหม่ มีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 204 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 40.7 กก.-ม. ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่จะเพิ่มเป็น 223 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหากจ่ายเงินเพิ่มสำหรับชุด High Speed Set Up

       สำหรับราคาของ X1 เยอรมนีตั้งเอาไว้ต่ำกว่า X3 อยู่ 7-11% เท่ากับว่าราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 27,000 ยูโร หรือ 1.21 ล้านบาทเท่านั้น และรุ่นสูงสุด 41,500 ยูโร หรือ 1.86 ล้านบาท ส่วนการผลิตในยุโรปจะอยู่ที่โรงงานประเทศออสเตรีย ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกายังต้องรอกันไปก่อน เพราะบีเอ็มดับเบิลยูวางคิวเปิดตัวปี 2011