Honda Prelude รถสปอร์ตในตำนาน
posted on 14 Jan 2009 17:20 by usedcar in CarSpecification| “พรีลูด” (Prelude) หนึ่งในรถรุ่นที่ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของสร้างชื่อเสียงและตำนานความเป็นสปอร์ตให้กับรถยนต์แบรนด์ “ฮอนด้า” แม้ว่าในปัจจุบัน ฮอนด้า จะยุติสายการผลิต พรีลูด ไปแล้วเป็นเวลานานนับ 10 ปี แต่ชื่อเสียงและรูปทรง ยังคงความขลังและมีมนต์เสน่ห์ ดึงดูดใจให้ผู้คนอยากเป็นเจ้าของและเหลียงมองตามหลัง เรามาดูอดีตของรถที่ได้ชื่อว่า เป็นตำนานของรถสปอร์ตคูเป้ อันดับ 1 ของค่ายฮอนด้ากัน |
||||
เริ่มต้นขึ้นในปี 1978 โดยได้รับแรงบัลดาลใจมาจากรถสปอร์ตระดับตำนาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอล” ถือเป็นโปรดักซ์ตัวหลักอันดับที่ 3 ต่อจาก ซีวิค และแอคคอร์ดที่ทำตลาดอยู่ในเวลานั้น สำหรับพรีลูดเจนฯ 1 รูปทรงโดยรวมเป็นแนวเดียวกับทั้งสองรุ่นที่เอ่ยมา และมีจุดเด่นอยู่ที่ หลังคาแก้ว บานใหญ่ ซึ่งสร้างความแตกต่างจากรถสปอร์ตอื่นๆ ของยุค70 พรีลูด ได้รับการบรรจุหัวใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1751 ซีซี SOHC CVCC 4 สูบแถวเรียง ให้กำลังสูงสุด 72 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 127 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด แต่กำลังสูงสุดจะเหลือเพียง 68 แรงม้า ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 2 สปีดที่เรียกว่า ฮอนด้าเมติก (Hondamatic) ต่อมาในปี 1980 เกียร์อัตโนมัติถูกเปลี่ยนมาเป็นแบบ 3 สปีด ตามสมัยนิยม ช่วงล่างเป็นแบบอิสระ ทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนสมรรถนะ มีการจับเวลาควอเตอร์ไมล์(0-402 เมตร)ของเจนเนอเรชั่นนี้โดยทีมงานของนิตยสารฉบับหนึ่งในต่างประเทศ ระบุตัวเลข 18.8 วินาที ถือว่าดีเยี่ยมในช่วงเวลานั้น สำหรับการทำตลาดจะเคียงคู่มากับคู่แข่งอย่าง โตโยต้า เซลิก้า และนิสสัน ซิลเวีย |
||||
พรีลูด เจนฯ 2 แม้จะแชร์โครงสร้างฐานล้อกับรุ่นแอคคอร์ด แต่ภายนอกได้รับการปรับปรุงใหม่หมด รูปทรงลู่ลมมากขึ้น, ใหญ่และแรงขึ้น ดูดีกว่าเดิมในทุกด้านเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบป๊อป-อัพ ตามกระแสนิยมของรถสปอร์ตยุคนั้น ส่วนเครื่องยนต์เปลี่ยนใหม่เป็นขนาด 1.8 ลิตร 12 วาล์ว SOHC คาร์บูเรเตอร์คู่ ให้กำลังสูงสุด 110 แรงม้า ขณะที่ในปี 1985 เพิ่มรุ่น “เอสไอ” เป็นเครื่องแบบหัวฉีดขนาด 2.0 ลิตร DOHC 16 วาล์ว PGM-FI ภายใต้รหัส JDM B20A ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 6300 รอบ/นาที ขณะที่รหัส EDM B20A1 จะมีกำลังเพียง 137 แรงม้า นอกจากนั้นสำหรับเวอร์ชั่นทำตลาดในยุโรป ได้รับการปรับแต่งภายนอกใหม่เล็กน้อยรวมถึงการลดน้ำหนักลงเหลือ 1,025 กิโลกรัม จากน้ำหนักปกติประมาณ 1,340 กิโลกรัม) ส่วนระบบส่งกำลังยังคงมีให้เลือก 2 ทางเช่นเดิมคือ เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยพรีลูดเจนเนอร์เรชั่นนี้ได้รับการยกย่องจากนักทดสอบรถของอเมริกาว่าเป็นรถที่สวยและสมบูรณ์แบบรุ่นหนึ่งของฮอนด้า |
||||
พรีลูด เจนเนอเรชั่นที่ 3 ได้รับการเผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1987 และทยอยเปิดตัวในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แม้จะบอกว่าเป็น โมเดล ใหม่หมดจดแต่ทว่ารูปทรงโดยรวมเมื่อดูแล้วส่วนใหญ่จะมีความคล้ายคลึงรุ่นก่อนหน้าค่อนข้างมาก ไฟหน้ายังคงเป็นแบบป๊อป-อัพเช่นเดิม แต่จุดแตกต่างที่เด่นชัดคือ การมีระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Four-Wheel Steering หรือ 4WS) เสริมเข้ามาในบางรุ่นเป็นครั้งแรก โครงสร้างได้รับการขยายฐานล้อให้มีขนาดเป็น 101 นิ้ว กว้างกว่าโฉมเดิม แบ่งเป็นรุ่นย่อย รหัสต่อท้าย S และ SI ระบบช่วงล่างหน้ายังคงเป็นแบบดับเบิลวิชโบน สำหรับเครื่องยนต์ มีให้เลือกอย่างหลากหลายส่วนที่เป็นหลัก คือ รหัส B20A3 ขนาด 2.0 SOHC 12 วาล์ว คาร์บูเรเตอร์คู่ ให้กำลังสูงสุด 104 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร และ รหัส B20A5 ขนาด 2.0 DOHC หัวฉีด PGM-FI ให้กำลังสูงสุด 135 แรงม้า ขณะที่ในปี 1990 เพิ่มรหัส B21A1 ขนาด 2.1 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ซึ่งขนาดและกำลังของแต่ละเครื่องยนต์จะไม่เท่ากันขึ้นกับประเทศที่ทำตลาด |
||||
|
| คราวนี้มาถึงคิวของ พระเอกที่สร้างชื่อเสียงความเป็นสปอร์ตในประเทศไทยให้กับค่ายฮอนด้า กับเจ้า “พรีลูด” ในเจนเนอเรชั่นที่ 4 หลังการพังทลายลงของกำแพงภาษีนำเข้าในยุครัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ช่วงปี 1991-1992 และด้วยรูปทรงที่ยังคงมีมนต์เสน่ห์ทำให้ในปัจจุบัน พรีลูด ยังคงความนิยมในตลาดรถมือสองอยู่ไม่เสื่อมคลาย เรามาดูว่าเจ้าพรีลูดเจนฯ4 มีดีตรงไหน |
||||
เปิดตัวครั้งแรกในปี 1991 ที่ญี่ปุ่น ภายใต้หลากหลายรหัสตัวถังตั้งแต่ BA8,BA9,BB1-BB4 แต่จะเริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดโลกราวปี 1992 ด้วยรูปทรงภายนอกที่แปลกและล้ำสมัยในช่วงเวลานั้น พร้อมกับการปรับเปลี่ยนไฟหน้าจากแบบป๊อป-อัพ มาเป็นแบบโคมยาวในแนวนอนที่ดูดุดัน ส่วนด้านท้ายมีการปรับใหม่หมดเช่นกัน โดยมีการเพิ่มสปอยเลอร์ท้ายเข้ามาเสริม(ในรุ่นท๊อป) สำหรับการออกแบบทางวิศวกรรมที่โดดเด่นอาทิ การกระจายน้ำหนักให้มีความสมดุลทั้งหน้า(58%)และหลัง(42%), ระบบเลี้ยว 4 ล้อ(4WS) ที่ต่อเนื่องมาจากเจนเนอเรชั่นที่แล้ว, แทรคชั่น คอนโทรล และการติดตั้งซันรูฟมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกคัน และมีซันรูฟแก้วเป็นออพชั่น การตกแต่งภายใน ออกแบบฉีกจากรถรุ่นอื่นๆ ในอดีต ด้วยคอนโซลยาวซ่อนแผงหน้าปัดเอาไว้ โดยการแสดงผลต่างๆ จะเป็นแบบดีจิตอลทั้งหมด ยกเว้นเรือนไมล์ของบางรุ่นที่เป็นแบบธรรมดา และยังมีออพชั่นเพิ่มความสุนทรีย์เช่น ระบบเสียงรอบทิศทาง(DSP)ติดตั้งจากโรงงาน(ในรุ่นท๊อป), จอทีวี, เครื่องฟอกอากาศ และแอร์ดิจิตอล เป็นต้น |
||||
นอกจากนั้นเฉพาะในญี่ปุ่น ยังมีรุ่นเครื่องยนต์แบบไม่วีเทค (DOHC F22B) ออกทำตลาดด้วยกำลังขนาด 160 แรงม้า อีกหนึ่งทางเลือก โดยกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ในแต่ละประเทศที่จำหน่ายจะไม่เท่ากันแต่จะใกล้เคียงกัน ต่อมาในปี 1994 พรีลูด ได้ปรับปรุงโฉมเป็นรุ่น ไมเนอร์เชนจ์ โดยปรับเปลี่ยนออพชั่นต่างๆ และรายละเอียดปลีกย่อยเพียงเล็กน้อย อาทิ เรือนไมล์เป็นแบบดิจิตอล, ปรับเบาะนั่งด้านหลัง(Dog Seat)ไม่มีที่ท้าวแขน และ ไม่มีที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง เป็นต้น ส่วนเครื่องยนต์เพิ่มทางเลือกกับเครื่องขนาด 2.3 ลิตร (DOHC H23A1) ซึ่งมีกำลังสูงสุด 160 แรงม้าที่ 5800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 212 นิวตันเมตรที่ 5300 rpm สำหรับเมืองไทยคาดว่ามีเข้ามาจำหน่ายทุกรุ่นที่ขายในญี่ปุ่น เนื่องจากช่วงนั้นเป็นยุคเกรย์ มาร์เก็ตบูม โดยมีผู้นำเข้าอิสระนำพรีลูดเข้ามาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ทุกรหัสตัวถังเช่น BA-8, BA-9 และ BB-1 เป็นต้น จนกระทั่ง ฮอนด้า ออโตโมบิล นำพรีลูดเข้ามาทำตลาดเอง การทำตลาดของผู้นำเข้าอิสระจึงซาลง |
||||
นี่คือเจนเนอเรชั่นสุดท้ายของสปอร์ตสายพันธ์นี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปทรงของรถใหม่หมดจดทั้งหน้าและท้าย โดยทีมวิศวกรหวนกับไปดึงเอากลิ่นไอของเจนเนอเรชั่นที่ 3 มาเป็นหลักในการออกแบบ ทั้งนี้รูปทรงแม้จะอิงเจนฯ 3 แต่รูปโฉมพยายามปรับให้เข้ากับยุคสมัยโดยใช้ไฟหน้าแบบสี่เหลี่ยมเต็มโคมทิ้งรูปทรงเดิมที่ประสบความสำเร็จของเจนฯ 4 ออกไปโดยสิ้นเชิง ด้านท้ายก็หวนกับไปอิงกับรูปทรงของเจนฯ 3 เช่นกัน ด้านการตกแต่งภายในจะเน้นความเป็นสปอร์ต แต่ไม่ฉีกเหมือนกับเจนฯ 4 มีเบาะหนังขลิบด้วยด้ายสีแดงเพื่อสร้างอารมณ์สปอร์ตให้มากขึ้น ซันรูฟ เป็นมาตรฐานในทุกรุ่นยกเว้น Type S โดยมีรหัสตัวถังสำหรับทำตลาดตั้งแต่ BB5-BB9 สำหรับเครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงใหม่คงขนาดความจุ 2.2 ลิตรไว้เช่นเดิมแต่เพิ่มความแรงมากขึ้นและมากับหลากหลายทางเลือก ภายใต้รหัส F และ H โดยมีรุ่นหลักๆ เช่น F22B ให้กำลังสูงสุด 135 แรงม้า ขณะที่ ตัวแรงสุด H22A VTEC ให้กำลังสูงสุด 223 แรงม้า ที่ 7200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 221 นิวตันเมตรที่ 6500 รอบ/นาที พร้อมทางเลือกสำหรับระบบส่งกำลัง แบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด โดยในรุ่น SiR S-spec จะมี LSD และในรุ่น Type S จะมีระบบที่ฮอนด้าเรียกว่า Active Torque Transfer System (ATTS) ใส่เพิ่มเข้ามาช่วยให้การควบคุมและขับขี่ดีขึ้น ถึงขนาดที่ในปี 1997 นิตยสารรถชื่อดังของอเมริกาให้รางวัลรถที่มีการควบคุมยอดเยี่ยม (the "best-handling car under $30,000.") ส่วนแบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ทุกคันจะมาพร้อมกับระบบ SportShift ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ดุจดั่งเกียร์ธรรมดา เช่นเดียวกับระบบ Tiptronic ของพอร์เช่ โดยในเวลานั้นมีรถเพียงไม่กี่รุ่น(และมีราคาแพงระยับ)ที่มีระบบเช่นว่านี้ และแม้ว่าฮอนด้า พรีลูดเจนฯ 5 จะได้รับการยกย่องและอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย แต่ทว่ายอดขายกับสวนทาง ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรทั้งนี้อาจจะมาจากหลายประเด็นทั้งคู่แข่งเยอะและการล่มสลายของตลาดรถสปอร์ตคูเป้ในญี่ปุ่น กอปรกับภาวะเศรษฐกิจของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย จึงทำให้ฮอนด้า ยุติการทำตลาดภายใต้ชื่อพรีลูดไปจนถึงทุกวันนี้ |
Tags: generation, honda, prelude, specification, พรีลูด, ฮอนด้า3 Comments



































