CarRepair

การจั๊มแบตเตอร์รี่

posted on 07 Jul 2009 21:53 by usedcar  in CarRepair
ขั้นตอนที่ 1 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ
       เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ขั้นตอนที่ 2 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงอีกด้านเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่รถที่มีไฟ
       นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำรถยนต์ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 3 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีไฟ
       “การจัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่ จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”
       
       **วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**
       
       เมื่อแบตเตอรี่หมดให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถและขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา

ขั้นตอนที่ 4 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ
       ต่อจากนั้นนำสายหัวต่อที่เหลือต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องยนต์หรือตัวถังรถยนต์ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด โดยควรต่อให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่มีไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า หลังจากนั้น เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 - 2,000 รอบ/นาที เพื่อเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่ ซึ่งถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ
       
       จากนั้นถอดสายพ่วงสีเขียว หรือสายขั้วลบ (-) ออกจากตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่หมด และตามด้วยหัวต่อขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ จากนั้นจึงถอดสายสีแดงหรือสายขั้วบวก (+) จากรถคันที่แบตเตอรี่หมด และถอดหัวสายพ่วงจากแบตเตอรี่ที่มีไฟ ปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นให้ครบทุกช่องและควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือขับรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

ขั้นตอนที่ 5 สตาร์ทเครื่องยนต์เริ่มจากรถที่แบตเตอรี่มีไฟก่อน
       **ปลอดภัยเวลา “จัมพ์แบตเตอรี่”**
       

       - ไม่สตาร์ทเครื่องยนต์ระหว่างต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
       - เวลาต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ อย่าสูบบุหรี่หรือทำสิ่งใดๆ และระวังอย่าให้สายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้
       - ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบ โดยใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้ว เพื่อขจัดคราบเกลือที่เกาะติดอยู่
       - ตรวจเช็คกำลังไฟของแบตเตอรี่ก่อน เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ หรือ 24 โวตล์ ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ได้ เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดการระเบิดขึ้นได้
       - ตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่ก่อนทุกครั้ง โดยดูจากที่วัดของแบตเตอรี่ หรือใช้ที่วัดความถ่วงจำเพาะ(HYDROMETER) บริเวณด้านข้างของแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เช่น สีเขียว = ประจุไฟฟ้าเต็ม สีน้ำตาลหรือสีดำ = ประจุไฟหมด สีเหลือง=แบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน

แบตเตอร์รี่

posted on 21 Jun 2009 23:42 by usedcar  in CarRepair
       วันหยุดสุดสัปดาห์ หลายคนวางโปรแกรมท่องเที่ยวกับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง เพื่อเดินทางพักผ่อนตามต่างจังหวัด “รถยนต์” จึงเป็นพาหนะสำคัญที่จะทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย สนุกสนาน แต่บางครั้งการเดินทางอาจหมดสนุกได้ ถ้าเราไม่ได้เตรียมความพร้อมของรถยนต์ทั้งสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง ยางรถและลมยาง ระดับน้ำของหม้อน้ำ หรือแม้แต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง “แบตเตอรี่” เป็นต้น

       บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่า การเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์ก่อนการเกิดทางนั้น เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเดินทาง และควรตรวจเช็คเป็นประจำ เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะการดูแลรักษาแบตเตอรี่ เพราะแบตเตอรี่เป็นกำลังหลักที่ทำให้เครื่องยนต์และระบบกลไกต่างๆ ของรถยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนรถยนต์ เช่น วิทยุ แอร์ เป็นต้น
       
       ตรวจ “แบตเตอรี่” ให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
       
       - เช็คก่อนสตาร์ท ตรวจดูสภาพทั่วไปของแบตเตอรี่อยู่ในสภาพเรียบร้อย, แห้ง และ สะอาด ตรวจดูบริเวณขั้วแบตเตอรี่จะต้องขันแน่น และหากพบขี้เกลือ ให้ล้างด้วยน้ำร้อนบริเวณขั้ว ขัดด้วยกระดาษทราย หรือแปรงลวด แล้วใช้จาระบีทาบริเวณขั้ว และระวังอย่าให้มีสิ่งสกปรกอุดตันรูระบายอากาศของแต่ละจุกแบตเตอรี่
       
       - เติมก่อนน็อค ตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นของแบตเตอรี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ระดับน้ำกลั่นไม่ควรอยู่ต่ำกว่าเส้นระดับล่าง( Lower Level) หากอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวให้เติมด้วยน้ำกลั่นเท่านั้น จนถึงเส้นแนวระดับบน (Upper Level) หากไม่สามารถมองจากด้านข้าง หรือเปลือกแบตเตอรี่เป็นแบบสีทึบก็สามารถส่องดูจากช่องเติมน้ำกลั่นให้ระดับแตะพอดีกับขาจุกแบตเตอรี่ ไม่ควรใช้น้ำอื่นที่ไม่ใช่น้ำกลั่นเพราะจะมีผลทำให้อายุการใช้งานสั้นลง และกำลังไฟของแบตเตอรี่ลดลง

       เปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ ควรทำอย่างไร
       
       - บันทึกวันที่เริ่มใช้งานแบตเตอรี่ลูกใหม่ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบสภาพย้อนหลัง
       - ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งและถอดลูกกุญแจออก (ควรทำการต่อไฟจากแบตเตอรี่สำรองก่อนทำการถอดแบตเตอรี่)
       - ถอดขั้วลบออกก่อน แล้วจึงถอดขั้วบวก
       - ตรวจสอบตำแหน่งขั้วบวก ลบให้ถูกต้อง หากต่อสลับด้านจะทำให้เกิดการลัดวงจรได้
       - ทาจาระบี หรือวาสลิน เพื่อป้องกันขั้วเสียหาย หรือเป็นรอย
       - สวมและขันยึดที่ขั้วบวกก่อน แล้วจึงตามด้วยขั้วลบ
       - ขันยึดแบตเตอรี่ให้แน่น
       
       ถ้ามีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์เพิ่มขึ้นควรตรวจสอบขนาดและความจุของแบตเตอรี่และไดชาร์จให้เหมาะสม

การยืดอายุแบตเตอรี่

posted on 10 Dec 2008 21:06 by usedcar  in CarRepair

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัดครับ
วันนี้ขอนำเสนอวิธี ฟื้นคืนชีพแบตเตอรี่กันครับ

๑. ถอดแบตออกมาจากรถ
๒. เปิดฝาจุกให้หมดทุกรู
๓. คว่ำน้ำกรดทิ้งในที่ปลอดภัย (พักไว้ก่อน)
๔. เอาน้ำเปล่าใส่กา ต้มให้เดือด
๕. เอาน้ำร้อนเดือดๆ นั่นแหละ เทใส่ลงไปในรูเติมน้ำกลั่น
    ให้เต็มเท่ากับตอนเติมน้ำกลั่นนั่นแหละ
๖. ปิดฝาจุึกโดยเร็วพลัน
๗. จับแบตขึ้นมาเชคๆๆๆๆ (เขย่านั่นแหละ)
๘. เปิดฝาจุกให้ครบทุกรู แล้วเทน้ำออกครับ
๙. เริ่มทำตั้งแต่ข้อสี่ จนถึงข้อแปด ไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำที่เท
    ออกมาจะใสครับผม เมื่อใสแล้วให้เทแล้วคว่ำแบตทิ้งไว้
    ให้แห้งครับผม
๑๐. เอาน้ำกรดเติมแบตมาใส่ให้ได้ระดับครับ (น้ำกรดนะ ไม่
     ใช่น้ำกลั่น)
๑๑. เอาแบตไปชาร์ทไฟครับผม