CarKnowledge

 ประชาชนทั่วไปกำลังมองหาสินค้าผ่อนส่งอะไรอยู่ก็ตาม ต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับตัวเลขค่างวดเงินผ่อนที่บริษัทลีสซิ่งหรือบริษัทไฟแนนซ์จะแจ้งให้คุณทราบว่าเป็นจำนวนเท่าใด เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคต้องรู้ ต้องเข้าใจวิธีการคิดตัวเลข จึงจะป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกโกงโดยไม่รู้ตัว และเชื่อได้ว่ามีประชาชนจำนวนมาก ๆ ที่ถูกโกงมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งพวกที่ผ่อนหมดไปแล้วหรือพวกที่กำลังผ่อนชำระกันอยู่
 
                    โดยปกติสินค้าที่เกี่ยวกับเงินผ่อนไม่ว่ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ต่างมีวิธีการคิดค่างวดเงินผ่อนที่เหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงดอกเบี้ยที่คิดเท่านั้น เพียงแต่ผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจกับ 3 องค์ประกอบต่อไปนี้เป็นพื้นฐานก่อน คือ
 
1. สินค้าที่จะซื้อเงินผ่อน เป็นสินค้าใหม่หรือสินค้าใช้แล้ว
2. ผู้ขายสินค้าอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เป็น บุคคล หรือ นิติบุคคล
3. ภาษีมูลค่าเพิ่มในขณะนั้นมีอัตราเท่าใด
 
                    ในกรณีสินค้าใหม่นั้น ราคาที่ผู้ขายบอกขายจะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วทั้งสิ้น เช่น รถยนต์ใหม่ราคา 2,500,000 บาท รถจักรยานยนต์ใหม่ราคา 60,000 บาท เครื่องรับโทรทัศน์ใหม่ราคา 12,000 บาท เป็นต้น ส่วนสินค้าใช้แล้วนั้น จะขึ้นอยู่กับผู้ขายด้วย กล่าวคือ ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคลที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาของสินค้าใช้แล้วย่อมรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเช่นกัน แต่ถ้าผู้ขายไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายของสินค้าใช้แล้วนั้นไม่ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น รถมือสองที่ขายโดยเต๊นท์รถต่าง ๆ ส่วนมากจะไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเต๊นท์ที่ขายไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ผู้บริโภคต้องถามให้ชัดเจนว่ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือยังไม่รวม ก่อนตัดสินใจซื้อแบบเงินผ่อน
 
                    สำหรับการคิดค่างวดนั้น จะแสดงวิธีคิดที่ถูกต้องที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่มีราคาขายเท่ากันที่ 1,600,000 บาท (ถอด VAT 7% = 1,495,327.10) ดังนี้:
 
                                           สินค้าที่ถอดมูลค่าเพิ่มออก      สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม
 
 รถยนต์ใหม่/รถมือสอง                         1,495,327.10                         1,600,000  
   หัก เงินดาวน์                                         373,831.77                           400,000 (จ่ายให้เต๊นท์รถ)  
 เงินกู้เช่าซื้อ                                          1,121,495.33                        1,200,000 
 คิดดอกเบี้ย 5% Flat 2 ปี                         112,149.53                           120,000  
 รวมยอดผ่อนชำระ                               1,233,644.86                         1,320,000
 
 ค่างวดต่อเดือน (หาร 24)                          51,401.87                               55,000  
 บวก ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%                             3,598.13                                 3,850  
 ค่างวดต่อเดือนที่ต้องผ่อน                              55,000 x 24                         58,850 x 24  
 
                    จะเห็นได้ว่า ซื้อสินค้าจากผู้ขายที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วต้องการผ่อน จำนวนเงินที่ผ่อนจะสูงกว่าเพราะบริษัทลีสซิ่งจะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปด้วยตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ประเด็นนี้ยังพอทำใจได้ ที่จะกล่าวถึงตามหัวเรื่องที่เขียนจะเกิดกับสินค้าที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มมาแต่แรกแล้ว ซึ่งจะเป็นสินค้าใหม่ จากที่เคยเห็นและรับปรึกษาให้แก่ผู้บริโภคที่เดือดร้อน เมื่อนำสัญญาเช่าซื้อที่ทำกับบริษัทลีสซิ่งและบริษัทไฟแนนซ์ทั้งใหญ่และกลางบางแห่งมาดูพบว่ามีการบวกภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำเข้าไปอีกครั้ง ถือว่าเป็นการโกงผู้บริโภคโดยแท้จริง โดยการแสดงวิธีคิดที่สับสนเล็กน้อย ดังนี้ :
 
 รถยนต์ใหม่                                         1,600,000.00 (ตัวเลขรวม VAT)
 หัก เงินดาวน์ 400,000.-                            373,831.77 (ตัวเลขถอด VAT)
 เหลือเงินกู้                                              1,226,168.23
 คิดดอกเบี้ย 5% Flat 2 ปี                           122,616.82 
 รวมยอดผ่อนชำระ                                 1,348,785.05 
 ค่างวดต่อเดือน (หาร 24)                            56,199.38
 บวก ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%                               3,933.96 
 ค่างวดต่อเดือนที่ต้องผ่อน                           60,133.33 x 24 
 
                                     วิธีคิดข้างต้นใช้แบบผสมที่ไม่ถูกต้อง แต่ผู้บริโภคที่ไม่ได้ศึกษาจะไม่ทราบ และยอมผ่อนตามที่แสดงไว้ เหตุการณ์เช่นนี้มักจะเกิดกับข้อเสนอจากบริษัทลีสซิ่งและบริษัทไฟแนนซ์ที่คิดดอกเบี้ยเช่าซื้อถูกเป็นพิเศษ และใช้วิธีโกงข้างต้นตลบหลังบวกเพิ่มโดยผู้เช่าซื้อไม่รู้ตัว แล้วคุณล่ะ! วันนี้ได้ตรวจดูสัญญาเช่าซื้อที่ทำไว้หรือยัง คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่โดนแล้วก็ได้จะบอกให้

ส่วนลดประวัติดีกับการต่อประกัน


ผ่านหัวข้อบทความนี้ทีไรนึกจะเขียนเรื่องนี้ทุกที แต่จนแล้วจนรอดก็ลืมทุกทีเหมือนกัน พอดีมีกระทู้ถามในชมรมคนรักรถเกี่ยวกับเรื่องประกันอะไรพวกนี้ก็เลยนึกขึ้นได้ คราวนี้กันลืมเลยต้องรีบเขียน คงจะเคยเห็นหรือเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่าการทำประกันนั้นถ้าไม่มีการเคลมเกิดขึ้น จะมีการจูงใจเพื่อให้ต่ออายุประกันในปีต่อไปด้วยการลดราคาหรือมีส่วนลดให้ เช่น


20% สำหรับปีที่สองหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในปีแรก


30% สำหรับปีที่สามหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสองปีที่ผ่านมา


40% สำหรับปีที่สี่หรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสามปีที่ผ่านมา


50% สำหรับปีที่ห้าหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสี่ปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้นเป็นต้นไป


แล้วที่บอกว่าลดราคาหรือเบี้ยให้นั้นเป็นความจริงหรือ?


ถ้ามองผิวเผินหรือไม่คิดอะไรจะเห็นว่ามีการลดเบี้ยประกันให้จริงๆ แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดหรือสังเกตดีๆแล้วจะพบว่า มีการแอบแฝงข้อความหนึ่งไว้ว่า..


..ส่วนลดเบี้ยประกันนั้นเป็นส่วนลดที่คิดจากเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ..”


อธิบายขยายความได้ว่า การลดเบี้ยประกันไม่ว่า 20-30-40-50%นั้น ไม่ใช่การลดจากเบี้ยประกันเดิมหรือไม่ใช่การลดจากกรมธรรม์ในปีที่ทำอยู่แล้วเอามาคิดเพื่อเป็นส่วนลดในปีถัดไป เช่น


ในปีแรกจ่ายเบี้ยไป 30000บาทและไม่เคยเรียกค่าทดแทนเลย ปีถัดมาถ้าลด 20%ก็จะเหลือ 24000บาท แต่ทำไมเรียกเก็บจริงไม่เป็นไปตามนั้นเช่นเรียกเก็บ 26000บาทเป็นต้น ซึ่งก็คือ 13.33% ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น


เคยมีบางท่านบอกว่ามันมีแว็ต 7%รวมอยู่ด้วย เอ้ามาลงลึกไปอีกหาเบี้ยที่แท้จริง


จาก 30000 หักแว็ต 7% หรือ 1962.62บาท ก็จะเหลือเบี้ยจริง 28037.38 บาท(รวมอากรราว 50บาท)


ถ้าคิดส่วนลด 20% จาก 28037.38 บาทหรือ 5607.48 บาท ก็จะเหลือ 22429.90 บาท


ดังนั้นเบี้ยปีต่อไปเมื่อรวมแว็ตอีก 7%หรือ 1570บาทก็ควรจะแค่ 24000 บาท


(รวมค่าอากรแล้วก็อีกไม่กี่บาทยังไงก็ไม่เกินร้อยหรอก)


แล้วทำไมจึงเรียกเก็บเกินจากนี้หละ เป็นไปได้ยังไง


มีอะไรแอบแฝงอยู่?


ก็อย่างที่เรียนข้างต้นว่าการคิดเบี้ยนั้นเขาคิดจากเบี้ยในปีนั้นๆที่จะทำประกัน ไม่ได้คิดจากเบี้ยในปีที่ผ่านมา แต่เบี้ยในปีนั้นๆหรือเบี้ยในปีที่จะต่อประกัน จะมีใครทราบบ้างว่ามันเท่าไหร่หรือเพิ่มลดยังไงเพราะไม่เคยมีใครหรือบริษัทประกันที่ไหนบอก จะบอกเฉพาะในปีแรกที่จะทำเท่านั้นซึ่งส่วนใหญ่ในปีแรกจะไม่แพงเท่าไหร่ดูสมน้ำสมเนื้อดี แต่พอเข้าปีที่สองหรือปีถัดไปกลับมาการปรับเพิ่มเบี้ย(ยังไม่เคยเห็นว่ามีการปรับลด)แต่ไม่เคยแจ้งให้ผู้ทำประกันได้ทราบ ถ้าผู้ทำประกันหรือต่อประกันไม่คิดอะไรเพราะเห็นเพียงแค่ว่ามันถูกลงแล้วก็จะจ่ายตามที่ถูกเรียกเก็บ แต่พอมีคนโวยวายออกมาว่าทำไมไม่ลดตามที่ระบุก็จะได้รับคำตอบว่าเป็นนโยบายของบริษัทที่มีการปรับอัตราเบี้ยประกันใหม่ตามประกาศเลขที่....(อยู่ไหนหรือประกาศตั้งกะเมื่อไหร่ไม่ให้ดูหรอก)หรือมันไม่ได้คิดเฉพาะเบี้ยประกันมันยังมีค่าอากรค่าแว็ตเข้ามาคิดด้วย(ก็แล้วแต่จะกล่าวอ้างไปต่างๆนาๆ) เช่นในกรณีที่ยกมาว่าจาก 30000 บาทหลังลดแล้วต้องจ่าย 26000 บาท ก็แสดงว่ามีการปรับเบี้ยก่อนได้รับส่วนลดจาก 30000 บาท เป็น 32500บาทเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะนำมาคิดส่วนลด แต่ที่น่าเจ็บกระดองใจคือจากการสอบถามของผู้ที่ใช้รถรุ่นเดียวกันที่ออกใหม่ป้ายแดงนำไปทำประกันก็ยังเสียเบี้ยปีแรก 30000 บาทอยู่ แสดงว่ามีการปรับเพิ่มเฉพาะผู้ที่ต่อประกันอย่างนั้นหรืออย่างงี้หมายความว่ายังไง


เคยทราบมั๊ยว่าไม่ได้ลดเบี้ยอย่างเดียว!


ถึงแม้บริษัทประกันจะอ้างว่าลดเบี้ยให้กับรถประวัติดีเพื่อแสดงความชื่นชมและจริงใจและจูงใจหรือตอบแทนลูกค้าหรือด้วยคำอะไรก็แล้วแต่ที่สุดแสนจะเริดหรู มันจริงอย่างที่เขาว่าจริงๆหรือเปล่า?


ลองดูรายละเอียดซักนิดตรงช่อง(เอาช่องเดียวก็พอ)ที่กล่าวถึงการชดเชยในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์หรือรถสูญหายหรือรถไฟไหม้อะไรพวกนี้ซึ่งอาจจะแตกต่างกันในคำพูดแต่ละบริษัทประกัน เอาง่ายๆว่ารถหายจ่ายเท่าไหร่นั่นแหละ


ในปีแรกจ่าย 30000 ได้รับความคุ้มครอง 850000 บาท


ในปีต่อมา(อ้างว่าลด 20%)จ่ายไป 26000 บาท ได้รับการคุ้มครอง 650000 บาท


ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันลดลงถึง 23.5 % แถมลดจริงๆก็แค่ 13.33% ไม่ใช่ 20%


นี่ยกมาเฉพาะรายละเอียดแค่ช่องเดียวเท่านั้นนะครับยังมีอื่นๆอีกเยอะ


การต่อประกัน!


ลองสละเวลาซักนิดนะครับเช็คดูซักหน่อยว่าเป็นอย่างที่ผมพูดไปหรือเปล่าเพราะที่พูดถึงนี่เป็นเพียงบางบริษัทเท่านั้นเพราะบางที่ก็ยังซื่อตรงอยู่ก็ยังมี แต่ถ้าท่านเจอเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำยังไง



  1. ก่อนหมดอายุประกันราว 2เดือน(อย่างน้อยที่สุดก็ 1เดือน)หรือถ้ามีหนังสือแจ้งยอดที่ต้องไปชำระค่าเบี้ยประกันในปีถัดไป ให้ลองโทรฯไปสอบถามบริษัทประกันว่าเบี้ยประกันเท่าไหร่และยอดความคุ้มครองเป็นอย่างไร เอาหลักๆเลยเช่นรถหายจ่ายเท่าไหร่หรือผู้ขับขี่เสียชิวิตจ่ายเท่าไหร่
  2. นำข้อมูลที่ได้มาคำนวนตามตัวอย่างที่ยกมาข้างบนว่าส่วนลดตรงตามเปอร์เซ็นต์ที่แจ้งหรือเปล่ามีส่วนต่างอยู่เท่าไหร่ ถ้าใกล้เคียงกันหรือห่างกันไม่เกิน 2-300บาทก็ถือว่าพอยอมรับได้แต่ถ้ามากกว่านั้น
  3. โทรฯสอบถามบริษัทประกันอื่นว่ารถเรายี่ห้อนี้/ปีนี้ ถ้าต้องการการคุ้มครองแบบเดียวกัน(กับที่บริษัทเดิมเสนอความคุ้มครองให้)ต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่
  4. ถ้าพบว่าความคุ้มครองเท่ากันแต่ราคาถูกกว่าหรือให้ความคุ้มครองมากกว่าในราคาเท่ากัน แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันครับ แสดงว่าบริษัทที่ทำอยู่เริ่มมีอะไรที่หมกเม็ดแล้วและในปีต่อๆไปเราก็จะเจอเช่นเดิมอีก
  5. ถ้าเกิดมีการเคลมเกิดขึ้นอาจจะต้องจ่ายเบี้ยเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเช่น ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายเกิน 200%ของเบี้ยในปีนั้น ในปีต่อไปต้องจ่ายเบี้ยเพิ่มขึ้น 20%(จากเบี้ยที่กำหนดโดยไม่ทราบที่มา)เป็นต้น อันนี้แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันทันทีไม่ต้องลังเล ปล่อยให้บริษัทประกันเดิมภาคภูมิใจกับตัวเลขที่หวังว่าจะเก็บเพิ่มจากเราไปเรื่อยๆแต่ไม่ต้องต่อเปลี่ยนทันทีเพราะราคาเบี้ยประกันจะถูกลงทันที หาที่ถูกกว่าที่จะต่อกับบริษัทเดิมได้ไม่ยากหรอกครับ

*****คงฝากไว้เป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆนะครับบางท่านอาจจะเคยสังเกตหรือเคยทราบมาแล้วแต่บางท่านอาจจะยังไม่เคยทราบหรือเคยสังเกตเรื่องเหล่านี้เลย เพราะมันเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันซึ่งหน้าทีเดียว ลองดูนะครับไม่เสียหลายหรอกสละเวลาซักนิดยกหูโทรศัพท์เสียไม่กี่บาทแต่ท่านอาจจะประหยัดเงินได้หลายร้อยหรือหลายพันบามเลยทีเดียว(ผมเคยได้สูงสุดกว่า 2000บาทครับ)*****


*****เราเป็นผู้จ่ายเงินจงเลือกในสิ่งที่เห็นว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด เราเป็นลูกค้ามีสิทธิ์เลือก อย่าตกเป็นเหยื่อของความไม่ชอบธรรม บริษัทประกันต้องเป็นฝ่ายง้อเราถึงจะถูก ไม่ใช่ให้เราเป็นฝ่ายไปง้อ*****


*****ยังมีบริษัทประกันอีกมากมายให้เราเลือกใช้บริการ ใช่ว่าบริษัทใหญ่จะดีเสมอไป(อย่าให้เอ่ยชื่อเลย)บางที่ก็ใหญ่แต่ชื่อแต่บริการไม่เป็นสัปะรดแมวแถมเล่นแง่สุดๆก็มีถมไป ปล่อยให้เขาตายไปพร้อมกับชื่อเสียงและความภาคภูมิใจนั้นเหอะครับ*****


*****เลือกที่ซื่อสัตย์จริงใจกับเรามากที่สุด ใหญ่เล็กไม่สำคัญ ขอให้บริการดีเป็นใช้ได้ ไม่ใช่ว่าเวลาเก็บตังค์นะพูดดี แต่เวลาจะเรียกร้องค่าเสียหายยังจะเราเป็นชู้จะลูกเมียท่านยังไงยังงั้นแหละ อันนี้พูดดีก็น่าต่อประกันด้วยแม้จะแพงบ้างนิดหน่อยก็ถือว่าซื้อบริการ แต่ถ้ามีการเรียกร้องค่าเสียหายแล้วเจอประเภทนี้เปลี่ยนเหอะครับไม่นานเดี๋ยวก็เจ๊งไปเอง*****


*****การเปลี่ยนบริษัทประกันเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถติดต่อกันนานๆหรืออาจจะไม่คิดจะขายเท่านั้น ส่วนผู้ที่วางแผนขายล่วงหน้าไว้แล้วการเปลี่ยนบริษัทประกันอาจจะถูกมองว่าเป็นการหมกเม็ดหรือลบประวัติไม่ดีทิ้งก็อาจจะเป็นได้ แต่ถ้าการวางแผนขายนั้นอยู่ในรูปของการตีเทิร์นหรือขายเข้าเต็นท์ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มันก็เป็นดาบสองคมเสมอ แต่สิ่งที่ได้รับจากการเปลี่ยนบริษัทประกันคือเราจะรู้ว่าบริษัทถูกกว่า-บริการดีกว่า-ไม่เล่นแง่ตอนเคลม และเมื่อนั้นเราก็สามารถผูกขาดการทำประกันกับบริษัทที่เราเห็นว่าดีที่สุดได้เลย เป็นสิ่งที่น่าค้นหาคำตอบนะครับ*****


..........ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงความรู้สึกและบทเรียนจากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น...ไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูหรือว่ากล่าวให้ร้ายกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือบริษัทหนึ่งบริษัทใด......แค่อยากสื่ออกไปในสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้น....โปรดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ........ถ้าส่งหนึ่งสิ่งใดหรือคำพูดใดๆสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับใครหรือท่านใดก็ขอกราบอภัยล่วงหน้านะครับ........

ประกันภัยรถ

posted on 30 Jun 2009 13:28 by usedcar  in CarKnowledge

ทำไมคุณต้องประกันภัยรถ ?


                บางครั้งปัญหาจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย  อาจทำให้คุณต้องเสียเงินค่าซ่อมแซมจำนวนมาก   แต่หากรถคุณมีประกันก็เหมือนคุณมีบัตรประกันสังคมรถหรือประกันชีวิต  คุณย่อมสามารถไปพบแพทย์ได้ทุกเมื่อที่เจ็บป่วย  หรือมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพโดยไม่ต้องเสียค่าบิการใด ๆ อีกเช่นกันกับการระกันภัยรถคุณสามารถขับรถได้อย่างมั่นใจ   และสบายใจว่าเมื่อใดหากคุณโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุโดยที่เป็นฝ่ายผิด   หรือมีบุคคลได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ  คุณมีผู้รับผิดชอบแทนเรียบร้อยแล้ว      อย่างไรก็ตาม  ก่อนซื้อประกันคุณควรตรวจสอบ บริษัทประกันภัยที่จะซื้อก่อนดีกว่า


 


ใครเป็นผู้ได้รับการคุ้มครองจากประกันภัย


                1.ตัวคุณ


                2. คู่กรณีที่เป็นฝ่ายถูก


                3. รถของคุณที่เสียหายจากอุบัติเหตุ


                4. รถของคู่กรณีซึ่งเป็นฝ่ายถูกและได้รับความเสียหายจากอุบัตเหตุ


                5. บุคคลที่สามซึ่งได้รับผลจากอุบัตเหตุครั้งนั้น  (ตามประเภทของประกัน)


 


บริษัทประกันภัย


                ทุกวันนี้มีบริษัทประกันภัยรถยนต์ให้คุณเลือกรับบริการมากมายดังนั้นคุณควรศึกษาบริษัทที่คุณสนใจก่อนตัดสินใจด้วยว่า   บริษัทนั้นมีประวัติการให้บริการลูกค้าดีไหม?  ใช้เวลาไปถึงที่เกิดเหตุนานเกินไปหรือเปล่า? รับผิดชอบตอารประกันภัยหรือมีการหลบเลี่ยงมากน้อยแค่น้อยแค่ไหน? วางใจได้หรือไม่? พนักงานให้บริการด้วยความสุภาพหรือไม? โดยข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถหาไดด้จากเพื่อนฝูงที่ใช้บริการหรือจากข่าวสารทั่วไป  ซึ่งบริษัทประกันภัยที่ดีจะให้บริการปรึกษาปัญหาด้านกฎหมาย   ในกรณีที่คุณมีปัญหาจาก   อุบัติเหตุด้วย  ดังนั้นการเลือกบริษัทประกันภัยทที่ดีมีความสำคัญมากเช่นกัน


               


                ค่าบริการที่แพงอย่างดุเดือดควรสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ   ค่ารักษาพยาบาลที่คุณจะได้รับ  และเงินชดใช้  เมื่อรถสูญหายอย่างคุ้มค่า


 


 


                ก่อนตกลงซื้อประกันรถ   ขั้นแรกคุณต้องมั่นใจว่าบริษัทนั้นมีความมั่นคงพอ   โดยถามพนักงานขายประกันเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบริษัท   เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบริษัทประกันภัยมากมายถูกปิดลง   เนื่องมาจากความผดพลาดทางการเงิน   และการล้มละลาย   ระวังจะเสียเงินฟรี ! 


 


                ข้อต่อมาที่คุณควรศึกษาคือ   เบี้ยประกัน   เบี้ยประกันที่แตกต่างย่อมมีผลถึงระดับความคุ้มครองที่คุณจะได้รับ   ควรเลือกประกันที่เหมาะสมกับสถานะการเงินและรูปแบบประกันที่เหมาะสมกับสถานะการเงินและรูปแบบที่คุณควรได้รับการคุ้มครอง 


 


 


                พื้นฐานการประกันภัยมักแบ่งออกเป็น   4   ประเภทด้วยกัน


แบบ                        ประกันภัยภาคบังคับ


การคุ้มครอง           คุ้มครองผู้บาดเจ็บจากรถ


แบบ                        ประเภท   1


การคุ้มครอง           คุ้มครองรถของผู้ประกัน   รถของคู่กรณี


 


แบบ                        ประเภท  2


การคุ้มครอง           คุ้มครองรถของผู้ประกัน


 


แบบ                        ประเภท  3


การคุ้มครอง           คุ้มครองรถของคู่กรณี


 


                ให้พนักงานขายประกัน   อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของแบบประกันภัย   และผลคุ้มครองที่คุณจะได้รับ   เบี้ยประกันที่คุณต้องจ่าย  และหากมีรายละเอียดข้อไหนที่คุณไม่เข้าใจ   ควรถามให้กระจ่างก่อนตัดสินใจซื้อด้วย


 


 


                เมื่อเร็ว ๆ นี้   บริษัทประกันภัยต่าง ๆ มีการเพิ่มค่าประกันจนลูกค่ารู้สึกเหมือนโดยโกงราคา   ที่เลวร้ายที่สุดคือบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักหาวิธีเลี่ยงการคุ้มครองด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ที่สามารถพลิกแพลงได้ภายหลัง   จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากที่คุณต้องระวังและทำความเข้าใจในเงื่อนไขเหล่านั้นอย่างละเอียด


 


 


                คำแนะนำในการลดค่าธรรมเนียมของคุณ


เมื่อมั่นใจว่าคุณได้เปรียบเทียบบริษัทประกันภัย   แต่ละแห่งแล้ว   ควรถามพนักงานขายประกันถึงส่วนลดพิเศษที่คุณสามารถได้รับในกรณีต่าง ๆ เช่น


                1. การใช้รถในราคาไม่แพงมาก   สามารถลดเบี้ยประกันภัยได้


                2. บางบริษัทมีส่วนลดให้สำหรับ


                   * รถที่ไม่ค่อยขับ


                   * คนขับที่ไม่สูบบุหรี่


                   *คนขับที่ไม่ดื่มเหล้า


                3.  สำหรับครอบครัวที่มีรถมากกว่าหนึ่งคัน   หลายบริษัทมีนโยบายลดค่าเบี้ยประกันให้ถึง  15-20  เปอร์เซ็นต์


                4. บริษัทมักจะลดราคาสำหรับ


                 รถขนาดเล็ก


                      เครื่องยนต์ที่มีลูกสูบต่ำลงมา


                    รถที่ติดตั้งถุงลมนิรภัย


                     รถที่ติดระบบกันขโมย


                    * เบรกแอนตี้ล็อก


                     * ผู้ขับรถซึ่งมีประกาศนียบัตรเกี่ยวกับการขับรถปลอดภัย


                      *นักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยสูงตามกำหนด


                       *สตรีโสดที่มีอายุอยู่ระหว่าง   30-49  ปี


                     * ผู้ขับรถที่มีปรระวัติดี  (ไม่เคยมีคดีเกี่ยวกับการชนมากกว่า  3  ปี)


                      คนในบริษัท


                5. บริษัทประกันภัยโดยทั่วไปมักคิดค่าบริการไม่ต่างกันกับบริษัทคู่แข่ง


                6. ก่อนตกลงซื้อประกัน  ควรถามพนักงานขายถึงราคาเบี้ยประกันว่า   ตามนโยบายของบริษัทแล้วเบี้ยประกันจะสูงขึ้นไหม   หากรถคุณประสบอุบัติเหตุภายหลัง   เพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจ


 


                การเรียกค่าคุ้มครองเมื่อรถเกิดุบัติเหตุหรือสูญหาย


                การแก้ปัญหาหลังเกิดอุบัติเหตุมักทำให้เราต้องยุ่งยาก   สิ่งหนึ่งที่จะช่วยคุณได้คือ   ปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้


 


 


                1.  แจ้งความกับตำรวจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   เช่น  ถูกชนและมีคนบาดเจ็บ   หรือชนกับมอเตอร์ไซค์ที่ไม่มีประกัน


                2.  แจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบโดยเร็วที่สุด   ทางบริษัทจะช่วยแก้สถานการณ์   และจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับคุณให้ทันที


                3.  ถ้าตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย   แจ้งรายละเอียดทั้งหมดเพื่อลงในบันทึกประจำวัน


                4.  ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและตอบข้อซักถามของเจ้าหน้าที่ประกัน


                5.   ให้รายละเอียดและเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ประกัน


                6.  ถ้าคุณรู้สึกว่าการสอบสวนหรือการจัดการที่ได้รับไม่ยุติธรรมควรขอคำแนะนำจากทนายความก่อนนัดตกลงอีกครั้ง