แม้รถใหม่จะเป็นสุดยอดปรารถนาของคนส่วนใหญ่ และรถมือสองก็เป็นที่ต้องการของคนที่อาจกำลังไม่พอที่จะเล่นรถใหม่ที่อาจรอ จนราคามันร่วงลงมาหรือราคาต่ำกว่าครึ่งลงมาแล้ว ซึ่งตรงนั้นอายุรถมันอาจจะมากแล้วหรือเริ่มเข้าสู่ระยะซ่อมแบบเต็มตัว แต่มีจุดกึ่งกลางระหว่างนั้นของการเป็นรถเก่าที่ยังมีกลิ่นอายของรถใหม่อยู่ แถมราคาก็น่าสนใจมาก บวกกับยังได้ความสบายใจในการใช้งานอีกระยะหนึ่งด้วย 
       
        ดังนั้นจึงมักจะมีคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ว่า จะซื้อรถมือสองที่อายุรถกี่ปีดี หรืออายุรถกี่ปีที่คุ้มค่าที่สุด โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าจุดน่าสนใจที่สุดอยู่ที่รถมือสองอายุ 2-3 ปี หรือสุกงอมเต็มที่คืออายุรถปีที่ 3 ครับ สาเหตุเพราะอะไรลองมาฟังเหตุผลกันดูนะครับว่า...
       
        1.รถอายุ 1-2 ปีราคาจะตกก็จริงแต่จะยังเปลี่ยนแปลงและแปรผันตลอดเวลา เพราะตัวใหม่ราคาจะสูงขึ้น ตัวเก่าราคาก็จะตกน้อย หรือถ้าเปลี่ยนรุ่น-โฉมไปราคาก็จะตกมาก แถมรถที่ขายๆ บางคันสภาพสวยไม่แพ้รถใหม่ป้ายแดงจึงโก่งราคาขึ้นไปอีก ซึ่งส่วนใหญ่ช่วง 1-2 ปีแรกราคาจะตกแกว่งอยู่ที่ 80-90% จากราคารถใหม่ ยิ่งเป็นรถยอดนิยมที่ยอดขายสูงราคาก็จะแกว่งอยู่ช่วง 85-95%เลยทีเดียว
       
        2.รถอายุ 2-3 ปีราคาจะตกลงอีกก็จริงแต่น้อยมากเมื่อเทียบกับปีที่ 1-2 เพราะจะเป็นการตกลงในด้านของราคาแค่ราว 5,000-20,000 เท่านั้น เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับราคารถใหม่แล้วก็ยังจัดว่ายังอยู่ในช่วง เดียวกันกับรถปีที่ 1-2 คือช่วง 80-90% จากราคารถใหม่ เพราะถ้ามองรายละเอียดดีๆ มันเหมือนจะมีการลดเยอะ แต่จริงๆ เป็นการเพิ่มราคาขึ้นไปแล้วขีดฆ่าหรือมาร์กใหม่ว่าราคาพิเศษจากราคาปรกติ ก็เลยดูเหมือนว่าจะลดลง 2-5 หมื่น ทั้งที่ความจริงอาจจะแค่ 5,000 เท่านั้น ระยะนี้เป็นระยะที่มีการดูท่าทีของผู้ซื้อว่ารถจะปรับเปลี่ยนโฉมบ้างหรือ เปล่า เพราะมีบ่อยครั้งที่จะมีการปรับปรุงโฉมหลังเปิดตัวไปแล้วราว 2 ปี และจะเปิดจำหน่ายราวปลายปีที่สองหลังจากโฉมเดิม ทำให้จำนวนผู้ซื้อรถช่วงนี้มีน้อยเพราะส่วนมากจะรอดูว่าราคาจะตกอีกหรือ เปล่าถ้ามีโฉมใหม่ออกมา ขณะเดียวกันผู้ขายที่เปลี่ยนรถบ่อยๆ มักเทขายออกมาช่วงนี้เนื่องจากราคาค่อนข้างทรงตัว
       
       3.พอขึ้นปีที่ 3 ราคารถที่ทรงตัวอยู่จะเริ่มลดลงต่ำกว่า 80% จากราคารถใหม่และมีการอ่อนตัวลงต่ำสุดถึง 60% จากราคารถใหม่ เนื่องจากปริมาณที่ปล่อยออกมาจากปีที่ 1-2-3 และผลจากการรอดูท่าทีของผู้ซื้อพอมาถึงปีที่ 3 จำนวนรถที่ขายจึงมีมาก ตลอดจนรถที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ที่ยังโก่งราคาไว้ต้องลดราคาลงมาสู้เพราะ ดอกเบี้ยเริ่มทบต้นแล้ว ยิ่งมาเจอกับจำนวนรถที่มีมากๆ การแข่งขันที่เกิดขึ้นของผู้ประกอบการจึงมีสูง ในช่วงปีที่ 3 จึงเป็นปีทองที่มีช่วงของราคาห่างกันมากช่วง 60-80% จากราคารถใหม่และไม่กระโดดเกิน 80% อีกแล้ว ตัวเลือกก็มาก-จำนวนรถก็มาก กำลังการต่อรองของผู้ซื้อจึงมีสูงที่สุดในปีนี้
       
       4.ในปีที่ 4 และปีที่ 5 ราคารถจะเริ่มตกลงน้อยแค่ 10-20% เหมือนปีที่ 1 และปีที่ 2 ยิ่งเป็นรถตลาดยอดนิยมราคาอาจจะตกลงเต็มที่ก็แค่ราว 5-10% เท่านั้น และโอกาสที่จะมีการแหกตาปรับราคาขึ้นเพื่อนำมาจัดรายการลดราคาลงก็เกิดขึ้น มาก ทำให้ราคาที่ลดลงจริงๆ อาจจะน้อยกว่า 5% ด้วยซ้ำ ขณะที่รถในปีที่ 3 นั้นโอกาสที่ราคาจะตกมีมากถึง 20-40% อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะรถรุ่นใหม่ที่ออกมาภายในปีที่ 2 จะเปลี่ยนโฉมกันทั้งนั้น ราคารถในปีที่ 3 จึงชะลอตัวเพื่อดูแนวโน้มของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของรถ คนที่จะขายก็ต้องรีบขายเพราะกลัวราคาจะตก คนที่จะซื้อก็รอดูรุ่นใหม่ๆ เป็นช่วงกั๊กๆ พอดีที่รถใหม่กำลังคลอด-รถเก่าล้นตลาด หรือมีมากกว่าความต้องการ
       
       5.รถแค่ 3 ปีเป็นรถที่อุปกรณ์ต่างๆ เข้าที่ดีแล้ว และเป็นช่วงที่สมบูรณ์สุดขีดก็ว่าได้ ซื้อมาถ่ายของเหลวก็อัดได้เลยไม่ต้องไปคอยห่วงเรื่องการรัน-อิน หรือถ้ามีข้อบกพร่องเช่นการรั่วต่างๆ ของน้ำมันก็สามารถเห็นได้เลยว่าผิดปรกติ ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้น ถ้ามันมีการรั่วซึมในเบื้องต้นเราจึงบอกได้เลยว่ารถคันนั้นมีปัญหาหรือเปล่า และเมื่อพบปัญหาก็สามารถมองหาคันใหม่ได้ง่ายเพราะตัวเลือกมีเยอะนั่นเอง
       
       6.รถส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะประกันหรือเพิ่งจะหมดประกัน สามารถตรวจเช็กได้ง่ายว่าเจ้าของเดิมผ่านอะไรมาบ้าง ดูแลรถเป็นยังไง กอปรกับตัวเลือกก็มาก เราจึงสามารถเป็นผู้กำหนดสิ่งที่เราต้องการได้ เช่นเอารถที่วิ่งไม่เกิน 5 หมื่นโล-ไม่เคยมีประวัติเคลมประกันหรือมีน้อย เป็นต้น
       
       7.อายุรถส่วนใหญ่จะเริ่มซ่อมราวปีที่ 5-6 ดังนั้นเราสามารถใช้รถได้เหมือนใหม่โดยไม่ต้องทำอะไรราว 2-3 ปี ถ้าเทียบกับตอนที่เป็นป้ายแดง เจ้าของเดิมต้องจ่ายเงิน 100% เพื่อซื้อรถมาใช้งาน 2-3 ปี แล้วขายรถขาดทุนไปราว 20-40% หรือมองในทางกลับกัน ถ้าเรามาซื้อปีที่ 3 เราก็จะจ่ายแค่ 60-80% ของราคารถใหม่เพื่อใช้งาน 2-3 ปีเช่นกัน เพียงแต่มันไม่มีป้ายแดงปะหน้าแค่นั้นเอง
       
       8.ถ้าซื้อป้ายแดงมาขายในปีที่ 2-3 ก็จะขาดทุนราว 10-20% สำหรับรถยอดนิยมและอาจจะสูงถึง 20-40% สำหรับรถทั่วๆ ไป ถ้าซื้อรถยอดนิยมปีที่ 3 แล้วไปขายปีที่ 5-6 ก็จะขาดทุนราว 10-30% ซึ่งถ้ามองตรงนี้จะเหมือนว่าซื้อปีที่ 3 ขาดทุนมากกว่า แต่ถ้าไปมองตรงเม็ดเงินที่ต้องจ่ายตอนซื้อจะพบว่าเม็ดเงินที่ได้จากการขาย แล้วเอาส่วนต่างมาติดดอกเบี้ยซัก 2-3 ปี อันนี้ถ้าคิดลงลึกเข้าไปก็จะเหลือขาดทุนจริงแค่ 5-15% เท่านั้น ซึ่งถูกกว่าป้ายแดงอีกครับในคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่เท่เท่านั้น ยิ่งเป็นรถทั่วๆ ไปยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่าขาดทุนน้อยกว่าหรือเต็มที่ก็เท่าๆ กัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือจำนวนเงินที่ซื้อรถครั้งแรก เพราะการซื้อป้ายแดงต้องลงทุน 100% แต่ซื้อมือสองปีที่ 3 ลงทุนแค่ 60-80% เท่านั้น

Comment

Comment:

Tweet

บทความดีมากครับ

#1 By Arnon on 2011-09-14 06:09