ปิดฉาก คดี"หมูแฮม"คลั่งชนคนตาย
posted on 31 Jan 2009 13:28 by usedcar in CarStuff
วานนี้ (30 ม.ค.) เวลา 09.30 น. ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 7 (พระโขนง) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือหมูแฮม อายุ 21 ปี บุตรชายนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ กับนางสาวิณี ปะการะนัง อดีตนางสาวไทยปี2527 เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น และทำร้ายร่างกายผู้อื่นทำให้ได้อันตรายแก่กาย
ตามฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.50 เวลา 22.50 น. นายกัณฑ์พิทักษ์ ใช้ก้อนหินทุบใบหน้านายสถาพร อรุณศิริ พนักงานขับรถโดยสาร ปรับอากาศ (ปอ.) สาย 513 และขับรถเบนซ์พุ่งชนผู้โดยสารที่ยืนบนทางเท้า และนางสายชล หลวงแสง พนักงานการเงิน ขสมก. เสียชีวิต หลังเกิดเหตุรถเมล์ขับปาดหน้ารถของนายกัณฑ์พิทักษ์ให้หยุดบริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจร ที่ปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า จากการกระทำของจำเลย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยมีสติฟั่นเฟือน ที่อ้างว่ามีอาการเกร็งในขณะเกิดเหตุ และตัวเองต้องได้รับการรักษาอาการป่วยจากแพทย์นั้น ศาลเห็นว่าที่จำเลยมีอาการเกร็งเกิดจากความเครียดจากการก่อเหตุเท่านั้น และที่จำเลยอ้างว่าบังคับตัวเองไม่ได้ เพราะมีสภาพจิตแปรปรวน จำเลยไม่มีพยานหลักฐานยืนยันทางการแพทย์ชัดเจน ซึ่งการกระทำของจำเลยเกิดจากนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ บิดาของจำเลยเลี้ยงดูตามใจ จึงก่อเหตุดังกล่าว จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยพยายามฆ่าลงโทษจำคุก 15 ปี แต่คำให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ประกอบกับจำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายจำนวนหลายคน เป็นเงินจำนวนพอสมควร เมื่อคำนึงถึงสุขภาพแห่งจิต จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม ฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษในความผิดฐานดังกล่าวให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 เดือน รวมโทษจำคุกจำเลยไว้ 10 ปี 1 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 1 แสนบาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 8 แสนบาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ นางทองคำ หลวงแสง มารดาของนางสายชล หลวงแสง ผู้เสียชีวิต จำนวน 2,158,500 บาท โดยให้คำนวณดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ
ภายหลังนายกัณฑ์เอนก กล่าวว่า นายกัณฑ์พิทักษ์ มีความไม่สบายใจ และรู้สึกสำนึกผิดที่ได้กระทำไป ครอบครัวได้เยียวยาค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการเงินของครอบครัวเหมือนกัน ส่วนด้านคดีความนั้นคงจะขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป
ต่อมาญาติมอบหมายให้ทนายความยื่นประกันตัวนายกัณฑ์พิทักษ์ โดยใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน ราคาประเมิน 6 ล้านกว่าบาท ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 5 ล้านบาท
ด้านนายแสง (นามสมมติ) สามีของน.ส.สังวาลย์ สีหะวงศ์ อายุ 30 ปีภูมิลำเนา จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในเหยื่อผู้บาดเจ็บจากการกระทำของนายกัณฑ์พิทักษ์ กล่าวว่า ภายหลังรอคอยการพิจารณาลงโทษของศาลมานานกว่า 2 ปี ตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนวันนี้ ทางครอบครัวรู้สึกพอใจคำตัดสินของศาลในการลงโทษคนทำผิด แต่ไม่รับไม่ได้ในส่วนของค่าเสียหายที่จำเลยชดใช้ให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บรายละ 8 แสนบาท หากแลกกับความพิการที่ขาข้างขวาของภรรยา เพราะหลังประสบอุบัติเหตุในคืนนั้น ภรรยาต้องออกจากงานต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนาน 6 เดือน
ตามฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.50 เวลา 22.50 น. นายกัณฑ์พิทักษ์ ใช้ก้อนหินทุบใบหน้านายสถาพร อรุณศิริ พนักงานขับรถโดยสาร ปรับอากาศ (ปอ.) สาย 513 และขับรถเบนซ์พุ่งชนผู้โดยสารที่ยืนบนทางเท้า และนางสายชล หลวงแสง พนักงานการเงิน ขสมก. เสียชีวิต หลังเกิดเหตุรถเมล์ขับปาดหน้ารถของนายกัณฑ์พิทักษ์ให้หยุดบริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจร ที่ปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า จากการกระทำของจำเลย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยมีสติฟั่นเฟือน ที่อ้างว่ามีอาการเกร็งในขณะเกิดเหตุ และตัวเองต้องได้รับการรักษาอาการป่วยจากแพทย์นั้น ศาลเห็นว่าที่จำเลยมีอาการเกร็งเกิดจากความเครียดจากการก่อเหตุเท่านั้น และที่จำเลยอ้างว่าบังคับตัวเองไม่ได้ เพราะมีสภาพจิตแปรปรวน จำเลยไม่มีพยานหลักฐานยืนยันทางการแพทย์ชัดเจน ซึ่งการกระทำของจำเลยเกิดจากนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ บิดาของจำเลยเลี้ยงดูตามใจ จึงก่อเหตุดังกล่าว จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยพยายามฆ่าลงโทษจำคุก 15 ปี แต่คำให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ประกอบกับจำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายจำนวนหลายคน เป็นเงินจำนวนพอสมควร เมื่อคำนึงถึงสุขภาพแห่งจิต จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม ฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษในความผิดฐานดังกล่าวให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 เดือน รวมโทษจำคุกจำเลยไว้ 10 ปี 1 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 1 แสนบาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 8 แสนบาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ นางทองคำ หลวงแสง มารดาของนางสายชล หลวงแสง ผู้เสียชีวิต จำนวน 2,158,500 บาท โดยให้คำนวณดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ
ภายหลังนายกัณฑ์เอนก กล่าวว่า นายกัณฑ์พิทักษ์ มีความไม่สบายใจ และรู้สึกสำนึกผิดที่ได้กระทำไป ครอบครัวได้เยียวยาค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการเงินของครอบครัวเหมือนกัน ส่วนด้านคดีความนั้นคงจะขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป
ต่อมาญาติมอบหมายให้ทนายความยื่นประกันตัวนายกัณฑ์พิทักษ์ โดยใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน ราคาประเมิน 6 ล้านกว่าบาท ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 5 ล้านบาท
ด้านนายแสง (นามสมมติ) สามีของน.ส.สังวาลย์ สีหะวงศ์ อายุ 30 ปีภูมิลำเนา จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในเหยื่อผู้บาดเจ็บจากการกระทำของนายกัณฑ์พิทักษ์ กล่าวว่า ภายหลังรอคอยการพิจารณาลงโทษของศาลมานานกว่า 2 ปี ตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนวันนี้ ทางครอบครัวรู้สึกพอใจคำตัดสินของศาลในการลงโทษคนทำผิด แต่ไม่รับไม่ได้ในส่วนของค่าเสียหายที่จำเลยชดใช้ให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บรายละ 8 แสนบาท หากแลกกับความพิการที่ขาข้างขวาของภรรยา เพราะหลังประสบอุบัติเหตุในคืนนั้น ภรรยาต้องออกจากงานต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนาน 6 เดือน
Tags: คดี, คลั่งชนคนตาย, ปิดฉาก, หมูแฮม0 Comments