รวมรถสปอร์ตปี 2009
posted on 15 Jan 2009 11:29 by usedcar in NewCar| พอราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงปลายปีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องผิดกับแนวโน้มที่แสดงออกมาให้เห็นในช่วงต้นปี 2008 ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะพวกพันธุ์แรงทุกตัวถังไม่ว่าจะเป็นซีดาน หรือสปอร์ตพันธุ์แท้ที่พกเครื่องยนต์ใหญ่ กินน้ำมันเป็นว่าเล่นก็เลยพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย และมีความคึกคักใหม่ๆ ออกมารองรับกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น |
||||
ในปีหน้า แอสตัน มาร์ติน เป็นอีกแบรนด์ที่เตรียมลุยตลาดกลุ่มนี้ และแน่นอนว่าภาพคันจริงของรุ่น ราปิด (Rapide) ถูกเปิดเผยออกมาแล้วเพื่อเป็นคู่ปรับของพอร์ชและลัมบอร์กินี ซึ่งความจริงแล้ว แอสตัน มาร์ตินถือเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตที่ปลุกกระแสตลาดสปอร์ตซีดานด้วยต้นแบบชื่อเดียวกันนี้ที่เปิดตัวในดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2006 แต่กว่าที่จะผลิตขายได้ก็ต้องรอกันเหนื่อย เพราะมีคิววางตลาดในปี 2009 |
||||
ส่วนชื่อแบรนด์ที่จะทำตลาดยังเป็นแอสตัน มาร์ตินเหมือนเดิม ไม่ใช่ลากอนด้าที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าในปี 1961-1964 ลากอนด้า แบรนด์ในเครือแอสตัน มาร์ตินที่กำลังจะกลับมาทำตลาดใหม่ในปี 2010 จะเคยมีรถยนต์ซีดานขายในชื่อลากอนด้า ราปิดก็ตาม |
||||
ตัวถังแบบสปอร์ตซีดาน 4 ประตูมาพร้อมกับความยาวในระดับ 4.9 เมตรนิดๆ และได้รับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกโดยเฮนริก ฟิสเคอร์ ซึ่งรถรุ่นนี้มีความพิเศษเล็กน้อย ตรงที่จะมีการผลิตออกขายเพียง 15,000 คันเท่านั้น และ 99 คันแรกจะเป็นลิมิเต็ด เอดิชันที่ทางเฮนริก ฟิสเคอร์จะแจกลายเซ็นกำกับด้วยตัวเอง บนแผ่นหลังคาจะเป็น Solar Panel Roof ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งแค่บางส่วนหรือเต็มทั้งแผ่นหลังคาเพื่อทำหน้าที่ในการช่วยชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในตัวรถสำหรับทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนระบบปรับอากาศในตัวรถในจังหวะที่เครื่องยนต์ดับเมื่อจอดนิ่งอยู่กับที่ อีกสิ่งที่พิเศษคือ การขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดแบบ Plug-in ซึ่งสามารถเสียบปลั๊กชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ได้ด้วย ซึ่งแม้ว่าทางฟิสเคอร์ยังไม่เผยรายละเอียดที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าสปอร์ตซีดานรุ่นนี้จะสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเร้าใจพอๆ กับความประหยัดน้ำมันด้วยอัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาต่ำกว่า 6 วินาที และความเร็วสูงสุดเกิน 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถเลือกขับในแบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในช่วง 50 ไมล์ หรือ 80 กิโลเมตรแรกได้ ราคาของคาร์มาคาดว่าจะอยู่ราวๆ 80,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 2.8 ล้านบาท และมีขายทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา |
||||
เริ่มจากสปอร์ตสายพันธุ์เดนมาร์กอย่าง Zenvo ที่ผลักดันโปรเจ็กต์ซึ่งเริ่มต้นทำงานกันมาตั้งแต่ปี 2004 ให้กลายมาเป็นความจริง กับรุ่น ST1 ที่สร้างความเร้าใจในการขับเคลื่อนด้วยตัวเลขแรงม้าแบบ 4 หลักจากเครื่องยนต์วี8 7,000 ซีซี ไม่มีการระบุว่าเครื่องยนต์บล็อกนี้ซึ่งวางอยู่กลางลำมาจากไหน แต่หลายคนเชื่อว่าน่าจะเป็นของเชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ ZR1 ซึ่งเมื่อจับมาติดซูเปอร์ชาร์จเข้าไป ก็ทำให้มีแรงม้าขยับขึ้นมาเป็น 1,104 แรงม้า และส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 3.2 วินาที และความเร็วปลายถูกจำกัดเอาไว้ที่ 223 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 360 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผลิตออกมาไม่เยอะ แค่ 15 คันเท่านั้น และจะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าในปี 2009 ส่วนราคายังไม่มีการเปิดเผยออกมา |
||||
งานนี้เป็นการอัพเกรดแรงม้าจากเดิมอีก 15% ทำให้เครื่องยนต์วี8 มีเรี่ยวแรงขยับขึ้นมาเป็น 1,280 แรงม้า ที่ 6,075 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 153.7 กก.-ม. ที่ 6,150 รอบต่อนาที และคาดว่าจะสามารถแล่นทำความเร็วปลายได้ถึง 270 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 434 กิโลเมตร/ชั่วโมง มากกว่าที่บูกัตตี้ เวย์รอน หรือ Ruff GT9 ที่พัฒนาบนพื้นฐานของรถสปอร์ตจากพอร์ช 911 เคยทำได้ |
||||
สำหรับรุ่นที่ 2 ของ Z4 มากับรหัสตัวถังว่า E89 และทำตลาดแทนที่รุ่นเดิมที่เปิดตัวในปี 2002 กับรหัส E85 โดยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ Z4 ใหม่รุ่นนี้ คือการพลิกแนวคิดจากโรดสเตอร์หลังคาอ่อนแบบพับได้มาเป็นการติดตั้งชุดหลังคาแข็งแบบพับได้เหมือนกับที่บีเอ็มดับเบิลยูนำมาใช้กับซีรีส์ 3 เปิดประทุนรุ่นปัจจุบัน |
||||
ประเดิมตลาดกับทางเลือกของเครื่องยนต์ที่หลากหลายแต่อยู่บนพื้นฐานของแบบ 6 สูบเรียงเบนซินล้วนๆ เริ่มต้นกับรุ่น 2,500 ซีซีในรหัส Z4 sDrive23i กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 25.8 กก.-ม. ที่ 2,750 รอบต่อนาที ตามด้วย Z4 sDrive30i ความจุ 3,000 ซีซี 258 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 31.6 กก.-ม. ที่ 2,600 รอบต่อนาที และปิดท้ายกับตัวแรง ณ วินาทีในรหัส Z4 sDrive 35i กับเครื่องยนต์ 3,000 ซีซี เทอร์โบคู่ 306 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 40.7 กก.-ม. ที่ 1,300 รอบต่อนาที เร้าใจด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 5.2 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกล็อกเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเกียร์มีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา 6 จังหวะ หรือแบบอัตโนมัติ Double Clutch ทำตลาดแน่นอนต้นปีหน้าในยุโรปด้วยราคาระหว่าง 35,900-47,450 ยูโร หรือ 1.6-2.1 ล้านบาท |
||||
|
||||
การผลิตมีออกมาเพียง 150 คันและจะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 ส่วนราคาแพงขึ้นจากรุ่นธรรมดา 25,000 เหรียญสหรัฐฯ หรืออยู่ที่ 736,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 25.7 ล้านบาท |
||||
เปิดตัวครั้งแรกในโบโลญญ่า มอเตอร์โชว์ 2008 ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และจะขายในปีหน้าด้วยชื่อ GT-S เพิ่มความโฉบเฉี่ยวและดุดันให้กับสปอร์ตคูเป้รุ่นนี้ด้วยชุดแต่งสเกิร์ตรอบคันที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ และเสริมด้วยล้อแม็กวงโตขนาด 20 นิ้ว และลดความสูงลงจากเดิม 10 มิลลิเมตร |
||||
ส่วนค่าตัวยังไม่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ |
#1 By -o- Jotakun -o- on 2009-01-15 11:49