ยางแต่ละเส้นมีอายุการใช้งานไม่เท่ากัน เนื่องจากสภาพการใช้งานของยางที่แตกต่างกัน การขับรถบนเส้นทางที่ขรุขระเป็นประจำหรือบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราจะทำให้ ยางทำงานหนักมากเกินไป และเกิดการสึกหรอเร็วกว่าที่ควร การหมั่นตรวจเช็กลมยาง โดยสูบลมยางให้ถูกต้องตามอัตรามาตรฐานที่กำหนดจะทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยสูงสุด และรถยนต์สามารถทรงตัวและยึดเกาะถนนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อัตรามาตรฐานสำหรับการสูบลมยางหรือที่เรียกว่า "ค่าแรงดันลมยาง" จะเป็นค่าที่ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เป็นผู้กำหนด เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมระหว่างวัตถุประสงค์ในการใช้งานและขนาดของยาง ทั้งนี้คุณควรระมัดระวังเรื่องแรงดันลมยางในรถของคุณไม่ให้น้อยกว่าหรือมากกว่า อัตราที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากอุบัติเหตุรถเสียหลักหรือเสียการทรงตัว อันเกิดจากปัญหาด้านการยึดเกาะของยางที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ

ผมขอแนะนำข้อควรปฏิบัติในการดูแลรักษายางรถยนต์ของรถคู่ใจของคุณดังนี้ครับ

  1. ตรวจเช็กและสูบลมยางให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนดในขณะที่อุณหภูมิของยาง
    ยังต่ำ อยู่
  2. ควรเพิ่มหรือลดลมยางให้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักที่บรรทุก
  3. อย่าปล่อยลมยางในขณะที่อุณหภูมิของแรงดันลมยางสูง
  4. ตรวจเช็กลมยางรวมทั้งยางอะไหล่เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  5. อย่าลดลมยางในขณะฝนตกหรือถนนเปียกเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการจับ ถนนและการรีดน้ำลดลง
  6. ทุกครั้งที่ตรวจเช็กลมยาง ควรตรวจสภาพยางว่าดอกยางมีอาการปูดบวม
    หรือบริเวณ แก้มยางมีรอยฉีกแตกหรือไม่ ถ้ามีควรเปลี่ยนยางใหม่ โดยปกติตามสภาพ การใช้งานทั่วไป ควรเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ประมาณทุก ๆ 50,000 กิโลเมตร
  7. ในกรณีที่เพิ่งเปลี่ยนยางเส้นใหม่ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็กลมยาง ให้มากกว่า ปกติ โดยเฉพาะในช่วง 3,000 กิโลเมตรแรก เนื่องจากโครงสร้างยาง ในช่วงแรก จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลง

ในการใช้รถยนต์ นอกจากคุณจะต้องตรวจเช็กลมและสภาพยางรถยนต์ตามที่ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องของ ยางรถยนต์ไปแล้ว คุณควรสลับยางรถยนต์คู่ใจของคุณเมื่อขับรถไปได้ระยะทางทุก ๆ
10,000 กิโลเมตรด้วยนะครับ เนื่องจากในการขับรถยนต์อย่างในกรณีที่คุณต้องเบรกรถ การทรงตัวของรถจะทำให้น้ำหนักและแรงเฉื่อยไปกดที่ล้อหน้าทั้ง 2 ล้อ เท่ากับ 2 ล้อหน้า ต้องทำงานหนักกว่าปกติ ทำให้ล้อหน้าสึกหรอเร็วกว่า 2 ล้อหลัง ดังนั้นเพื่อเป็นการยืด อายุยางให้สึกหรอในเวลาใกล้เคียงกันและเพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่รถยนต์ จึงต้องมีการสลับยางรถยนต์

การสลับยางธรรมดา มี 2 แบบ คือ
 

1. การสลับยางธรรมดาแบบ 4 ล้อ

วิธีนี้ไม่นำยางอะไหล่ออกมาเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนยางล้อหลังทั้ง 2 ล้อออกไปใส่แทนล้อหน้า โดยนำยางล้อหลังขวาไปใส่แทนยางล้อหน้าขวา
และนำยางล้อหลังซ้ายไปใส่แทนยางล้อหน้าซ้าย สำหรับยางล้อหน้าขวาให้นำไปใส่แทนยางล้อหลังซ้าย ส่วนยางล้อหน้าซ้ายให้นำไปใส่แทนยางล้อหลังขวา
 

2. การสลับยางธรรมดาแบบ 5 ล้อ

วิธีนี้เป็นการนำยางอะไหล่มาสลับด้วยเท่านั้นเองครับ
คือถอดล้อทั้ง 4 ออก
นำล้อหลังทั้ง 2 ล้อไปใส่ด้านหน้า ซ้ายใส่ซ้าย ขวาใส่ขวา
จากนั้นนำยางอะไหล่ออกมาใส่แทนล้อหลังขวา
และนำยางล้อหน้าขวามาใส่แทนล้อหลังซ้าย
ส่วนล้อที่เหลือคือล้อหน้าซ้าย ให้นำมาเก็บเป็นยางอะไหล่แทน

การสลับยางเรเดียลแบบ 4 ล้อ
 

1. การสลับยางเรเดียลแบบ 4 ล้อ

การสลับยางเรเดียลนั้นง่ายกว่าการสลับยางธรรมดา เพราะสลับแบบล้อด้านใครด้าน มัน คือนำล้อหลังขวาใส่แทนล้อหน้าขวา และนำล้อหลังซ้ายใส่แทนล้อหน้าซ้าย ในทางกลับกันให้ถอดล้อหน้าขวาใส่ล้อหลังขวา และถอดล้อหน้าซ้ายใส่ล้อหลังซ้ายเท่านั้นเองครับ
แต่ที่สำคัญ ห้ามสลับซ้าย-ขวา แบบการสลับยางธรรมดาโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถส่ายไปมาขณะขับรถ จนเกิดอันตรายได้
 

2. การสลับยางเรเดียลแบบ 5 ล้อ

เป็นการนำยางอะไหล่มาสลับด้วย ยางหน้าและหลังซ้ายสลับแบบเดียวกับการสลับยาง เรเดียลแบบ 4 ล้อ แต่ยางด้านหลังขวาให้นำยางอะไหล่ออกมาเปลี่ยนด้วยคือ นำล้อหน้ามาเป็นยางอะไหล่ นำยางอะไหล่ใส่ล้อหลัง และนำยางล้อหลังไปใส่แทนล้อหน้าเท่านี้ก็เรียบร้อย

สาเหตุที่ต้องนำยางอะไหล่ของยางเรเดียลเปลี่ยนไปเฉพาะด้านขวาก็เพราะว่า รถพวงมาลัยขวาและขับชิดซ้ายอย่างบ้านเรานั้น น้ำหนักจะกดลงที่คนขับนั่งตลอดเวลา ดอกยางของล้อด้านขวาจึงทำงานหนักที่สุด

ดูแลยางรถยนต์ เพิ่มอีกสัก นิดรับรองครับว่าจะช่วยคุณประหยัดไปได้หลายอัฐ ทำให้ใช้ยางรถได้นานขึ้น จ่ายค่าเปลี่ยนยางรถใหม่ช้าลง อีกทั้งยังเป็นการถนอมรถคู่ใจของคุณอีกทางหนึ่งด้วย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet