Mitsubishi Outlander GT Concept

posted on 01 Jul 2009 15:05 by usedcar  in NewCar
       มิตซูบิชิกระตุ้นตลาดเอสยูวีขนาดคอมแพ็กต์ครั้งใหม่ด้วยผลผลิตล่าสุดของเอสยูวีสายพันธุ์เอาท์แลนเดอร์ โดยเปิดตัวเป็นรุ่นต้นแบบในชื่อเอาท์แลนเดอร์ จีที คอนเซ็ปต์ที่งานนิวยอร์ก มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการปรับปรุงอีกนิดหน่อยและส่งขายเป็นคันจริงในปลายปีนี้เพื่อเป็นรุ่นใหม่ของเอาท์แลนเดอร์

       เอาท์แลนเดอร์รุ่นแรกเปิดตัวในปี 2001 โดยใช้ชื่อแอร์เทร็กสำหรับเวอร์ชัน JDM ที่ขายในญี่ปุ่น ส่วนเจนเนอเรชันที่ 2 เปิดตัวในปี 2005 และคราวนี้ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันตลาดโลกหรือ JDM เปลี่ยนมาใช้ชื่อเอาท์แลนเดอร์หมด (ยกเว้นในละตินอเมริกาบางแห่งใช้ชื่อมอนเทโร เอาท์แลนเดอร์) และมิตซูบิชิก็ยังส่งเอสยูวีรุ่นนี้ไปให้กับกลุ่ม PSA แห่งฝรั่งเศสเพื่อแต่งหน้าทาปากใหม่และรีแบรนด์ขายในชื่อเปอโยต์ 4007 และซีตรอง ซี-ครอสเซอร์

       อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากรูปทรงโดยรวมแล้วจะพบว่า แม้ตัวถังด้านหน้าจะได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยยกสไตล์แห่งความดุดันของกระจังหน้าแบบ Jet Fighter ของแลนเซอร์ อีโวลูชัน 10 มาใช้กับเอสยูวี แต่รายละเอียดของโครงสร้างตัวถังหลักโดยรวมยังใช้ร่วมกับเอาท์แลนเดอร์รุ่นที่ 2 ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าจะบอกว่าเป็นโมเดลเชนจ์ก็คงได้ไม่เต็มปากนัก น่าจะเรียกว่าเป็นบิ๊กไมเนอร์เชนจ์มากกว่า

       เอาท์แลนเดอร์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาบนพื้นตัวถังรุ่น GS ซึ่งเป็น Project Global ตั้งแต่สมัยที่มิตซูบิชิ ไครสเลอร์ ยังอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในร่มเงาของเดมเลอร์ไครสเลอร์ โดยรถยนต์ที่แชร์พื้นฐานนี้ก็มีทั้งแลนเซอร์, เดอลิก้า และไครสเลอร์ เซบริง จี๊ป คอมแพสส์ และเพทริออต รวมถึงดอดจ์ อะเวนเจอร์ และคาลิเบอร์
       


       ตัวต้นแบบมาพร้อมกับความเร้าใจของเครื่องยนต์เบนซินรหัส 6B31 วี6 3,000 ซีซี SOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC เหมือนกับรุ่นจำหน่ายจริง ซึ่งได้รับการอัพเกรดสมรรถนะจาก 223 มาเป็น 230 แรงม้า พร้อมกับล้อแม็กของ OZ และชุดดิสก์เบรกของ Brembo
       
       แต่มีความเด่นกว่าตรงที่มีการติดตั้งระบบที่เรียกว่า INL หรือ Idle Neutral Logic ซึ่งจะมีการเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่งขับเคลื่อน หรือ D ไปยังตำแหน่งเกียร์ว่าง หรือ N ทันทีที่รถจอดติดอยู่กับที่


       รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นใหม่แบบ S-AWC Super All Wheel Control ซึ่งมีความฉับไวและแม่นยำในการทำงาน เพราะอาศัยข้อมูลจากการหมุนของล้อ, กำลังของเครื่องยนต์ และการกดคันเร่งมาใช้ในการประมวลผลเพื่อสั่งการกระจายแรงบิดของเครื่องยนต์สู่ล้อทั้ง 4 ให้เหมาะสม
       
       สำหรับแฟนๆ ของมิตซูบิชิรอกันได้ในช่วงปลายปีนี้ เพราะเอาท์แลนเดอร์ต้นแบบคันนี้น่าจะถูกปรับปรุงอีกนิดก่อนลงสู่ตลาดจริงเพื่อแข่งขันกับคู่ปรับอย่างฮอนด้า ซีอาร์-วี และโตโยต้า ราฟโฟร์
ฮอนด้า กระตุ้นตลาดเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าส่ง รถสีขาว ภายใต้ชื่อรุ่น “ Wise Edition” คลอบคลุมทุกโมเดลทั้ง ฮอนด้า ซิตี้, แจ๊ซ, ซีวิค, ซีอาร์-วี และแอคคอร์ด พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแบบสปอร์ตและสัญลักษณ์พิเศษ Wise Edition โดยแต่ละรุ่นมีจำนวนจำกัด

       สำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ สปอร์ต มากับสีขาวใหม่ Taffeta White พร้อมกระจังหน้าแบบสปอร์ต สปอยเลอร์หลังแบบ Duck Tail และปลอกท่อไอเสียสแตนเลส ซิตี้ รุ่น Wise Edition มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น V AT (ABS) ราคา 631,000 บาท และรุ่น AT AS ราคา 656,000 บาท
       

       
ส่วน ฮอนด้า แจ๊ซ สีขาว Taffeta White พร้อมสปอยเลอร์หลังแบบ Tail Gate กระจังหน้าแบบสปอร์ต และจักรยานเสือภูเขาซึ่งใส่ไว้ด้านหลังรถ แจ๊ซ รุ่น Wise Edition มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น V AT ราคา 642,000 บาท และรุ่น V AT (SRS) ราคา 662,000 บาท
       

       ขณะที่ ฮอนด้า ซีวิค มาพร้อมสีขาว Taffeta White และภายในห้องโดยสารเบาะหนังสีดำใหม่ กับชุดสเกิร์ตรอบคันและสปอยเลอร์หลัง หม้อพักไอเสียแบบท่อคู่ และแป้นวางเท้าแบบสปอร์ต ซีวิค รุ่น Wise Edition มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่
รุ่น 1.8E AT AS ราคา 958,000 บาทและรุ่น 1.8E AT AS (Navi) ราคา 1,013,000 บาท
       

       ฮอนด้า ซีอาร์-วี แตกต่างด้วยสีขาว Brilliant White Pearl เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยระบบนำทางเนวิเกเตอร์พร้อมเครื่องเล่นดีวีดี กระจกมองข้างแบบปรับลงอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง สปอยเลอร์แบบ Tail Gate ปลอกท่อไอเสียและคิ้วบันไดสแตนเลส ซีอาร์-วี รุ่น Wise Edition มีจำหน่ายเฉพาะ
รุ่น 2.0E ราคา 1,294,000 บาท
       
       
และรุ่นสุดท้าย ฮอนด้า แอคคอร์ด มากับสีขาว Brilliant White Pearl พร้อมภายในห้องโดยสารเบาะหนังสีดำใหม่ นอกจากนี้ยังมีคิ้วบันไดข้างแบบ LED สปอยเลอร์หลังแบบ Duck Tail และกระจกมองข้างแบบปรับลงอัตโนมัติเมื่อถอยหลังเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น แอคคอร์ด รุ่น Wise Edition มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น
2.0E ราคา 1,292,000 บาท
       

       สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
       ทิ้งระยะจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานนิวยอร์ก มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อเดือนเมษายนได้ไม่นาน ทางด้านนิสสันจัดการเผยราคาของนิสโม 370Z ตัวแต่งมาดสปอร์ตจากโรงงานที่ได้รับการเพิ่มความสวยทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน รวมถึงรีดม้าเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย โดยตั้งราคาขายในสหรัฐอเมริกาเอาไว้ที่ 39,130 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.36 ล้านบาท

       เป็นเวอร์ชันที่ 3 ของสายพันธุ์ 370Z ที่ถูกส่งลงตลาดต่อจากรุ่นคูเป้ และเปิดประทุน โดย Nismo 370Z เป็นโปรเจ็กต์แต่งนิดเพิ่มความแรงอีกหน่อย และเน้นการเจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดเมืองลุงแซมเป็นหลัก โดยเวอร์ชันนี้มีขายเฉพาะรุ่นคูเป้ก่อน ส่วนเรื่องที่ว่าจะขยายตลาดไปสู่รุ่นเปิดประทุนด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้
       


       โปรเจ็กต์นี้เป็นความร่วมมือทำงานระหว่างแผนก SVG หรือ Specialty Vehicles Group ของนิสสันกับ Autech พันธมิตรในตลาดชุดแต่ง หรือ Aftermarket ของนิสสันในญี่ปุ่นที่จับมือกันมานานหลายสิบปี ในการเจาะกลุ่มลูกค้าของนิสสันที่ต้องการ 370Z ที่มีความสวยเหนือระดับจากรุ่นมาตรฐานและแรงแบบพอประมาณจากโรงงาน
       


       ชุดแต่งที่ถูกนำมาติดตั้งให้กับตัวรถ ไม่ได้เน้นไปที่ความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับการออกแบบให้เอื้อประโยชน์ในเชิงหลักอากาศพลศาสตร์ โดยเฉพาะการสร้างแรงกดบนตัวถัง หรือ Downforce เพื่อช่วยให้รถมีการทรงตัวที่ดีขณะแล่นด้วยความเร็วสูง ขณะที่ชายล่างที่ต่อออกมาจากกันชนหน้าและสเกิร์ตด้านข้างมีรูปทรงที่ลู่ลม และช่วยให้การไหลของอากาศผ่านตัวถังทั้งทางด้านข้างและด้านล่างมีความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

       เครื่องยนต์วี6 ทวินแคม 24 วาล์ว 3,700 ซีซีพร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVEL Variable Valve Event and Lift Control ถูกโมดิฟายพอประมาณ ด้วยการเปลี่ยนชุดท่อไอเสียใหม่ และหม้อพักใบท้าย เช่นเดียวกับการปรับแต่งในส่วนของกล่องสมองกล ECM ได้กำลังเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 18 แรงม้า เป็น 350 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 28.6 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบต่อนาที

       ระบบส่งกำลังมีขายแบบเดียวกับธรรมดา 6 จังหวะแบบอัตราทดชิด พร้อมกับระบบ SynchroRey ซึ่งจะควบคุมและเปลี่ยนความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเพื่อให้สัมพันธ์กับการเข้าเกียร์ในตำแหน่งต่อไป พร้อมกับมีการเร่งรอบเครื่องยนต์ หรือ Blipping โดยอัตโนมัติในจังหวะที่เปลี่ยนเกียร์ลง คล้ายกับเทคนิก Heel&Toe ทำให้ผู้ขับทุ่มเทความสนใจในการขับไปที่การเบรกและการเลี้ยวได้มากขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าตัวรถจะเกิดอาการสะท้านในจังหวะที่เปลี่ยนเกียร์ลงและถอนคลัตช์ออกจนเสียงจังหวะก่อนเข้าโค้งเหมือนกันรถยนต์ที่ใช้เกียร์ธรรมดาทั่วไป และสามารถกดปิดการทำงานหากไม่ต้องการใช้

       ระบบช่วงล่างแบบปีกนกด้านหน้าและยึด 4 จุดด้านหลังมีการเปลี่ยนสปริงและโช้กอัพใหม่ โดยสปริงหน้าแข็งขึ้น 15% และด้านหลัง 10% เช่นเดียวกับเหล็กกันโคลงด้านหน้าและหลังมีค่าความแข็งเพิ่มขึ้น 15 และ 50% ตามลำดับ ขณะที่ล้อแม็กเป็นลายใหม่จาก RAYS แบบ Forged ขนาด 19 นิ้ว ด้านหน้ามีหน้ากว้าง 9.5 และด้านหลัง 10.5 นิ้วจับคู่กับยางขนาด 245/40ZR19 และ 285/35ZR19 ส่วนดิสก์หน้าและหลังขยับขนาดเป็น 14 และ 13.8 นิ้วพร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 และ 2 ลูกสูบตามลำดับ
       
       


       เริ่มขายแล้วในสหรัฐอเมริกา ส่วนใครที่อยากได้เวอร์ชันที่แรงและเร้าใจกว่านี้ ข่าวแว่วว่า นิสสันกำลังมีโปรเจ็กต์ใหม่ในการพัฒนา 370Z ตัวแรงออกมาเช่นกันโดยใช้ชื่อว่านูร์บูร์กริง เอดิชัน และมีการผลิตออกมาเพียง 80 คันเท่านั้น แต่จะเปิดตัวหรือขายด้วยราคาเท่าไร ต้องติดตามข่าวกันต่อไป